โรคเก๊าท์ (Gout)
July 16, 2012 Leave a comment
โรคเก๊าท์ (Gout)
เก๊าท์เป็นสาเหตุที่พบเป็นอันดับหนึ่งของโรคข้ออักเสบ (inflammatory arthritis diseases) มีอุบัติการณ์ประมาณ 5 ใน 1000 ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปี นับเป็นโรคข้ออักเสบเพียงชนิดเดียวที่มียารักษาจำเพาะรักษาง่ายและได้ผลดี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้ป่วยโรคเก๊าท์ในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง กลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีภาวะทุพลภาพและมีไตพิการแทรกซ้อนมากกว่าร้อยละ 50
คำจำกัดความ
โรคเก๊าท์ เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการสะสมของผลึกของกรดยูริก (monosodium urate) ในข้อและเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เป็นผลสืบเนื่องจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง (hyperuricemia) อยู่เป็นเวลานานนับสิบปี
Hyperuricemia หมายถึงภาวะที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าค่าปกติ (ผู้ชาย > 7 mg%. ผู้หญิง > 6 mg%) การตรวจพบระดับกรดยูริกในเลือดสูงอย่างเดียวโดยไม่มีอาการ (asymptomatic hyperuricemia) ไม่ควรวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ จะเรียกว่าเป็นโรคเก๊าท์ก็ต่อเมื่อมีอาการข้ออักเสบที่เกิดจากตกผลึกของกรดยูริกภายในข้อแล้วเท่านั้น จากการติดตามในระยะยาวพบว่าเพียงร้อยละ 30 ของผู้ที่ตรวจพบว่ามีระดับกรดยูริกในเลือดสูงจะเกิดมีข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์ในอนาคต ที่เหลืออีกร้อยละ 70 ไม่มีอาการใดๆตลอดชีวิต สรุปได้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ที่บังเอิญตรวจพบว่ามีระดับกรดยูริกในเลือดสูงไม่เป็นโรคเก๊าท์
ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์ ได้แก่
- 1. พันธุกรรม ถ้าตรวจพบว่ามีระดับกรดยูริกในเลือดสูงร่วมกับมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์ในอนาคต
- 2. เพศ มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์เป็นผู้ป่วยชายที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ในเพศหญิงจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์น้อยมากยกเว้นวัยหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อระดับกรดยูริกในเลือด
- 3. ระดับกรดยูริกในเลือด ผู้ที่ตรวจพบว่ามีระดับกรดยูริกในเลือดสูง > 9 mg% จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์มากกว่าผู้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเล็กน้อย
อาหาร ??? ประชากรส่วนใหญ่เข้าใจว่าการกินอาหารทีมีระดับกรดยูริกสูง เช่น สัตว์ปีกหรือเครื่องในสัตว์จะทำให้เป็นโรคเก๊าท์ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง การกินอาหารที่มี purine สูง ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ในคนปกติ แต่อาจกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบขึ้นได้ในคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้ว การมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากๆเป็นผลจากความผิดปกติของ uric acid metabolism ที่เกิดขึ้นเองในร่างกาย (endogenous source) มากกว่าที่จะเกิดจากการได้รับกรดยูริกจากอาหารที่มี purine สูง (exogenous source) ผลจากการกินอาหารที่มี purine สูงจะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นจากเดิมได้ไม่เกิน 1-2 mg %
ลักษณะทางคลินิก
ผลจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง ก่อให้เกิดอาการทางคลินิกที่สำคัญคือ ข้ออักเสบ (gouty arthritis) เกิดก้อน tophi ใต้ผิวหนัง และเกิดเป็นโรคไตที่เกิดจากเก๊าท์ (gouty nephropathy)
- 1. ข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์ (gouty arthritis) ก่อนที่จะมีการรักษาที่ถูกต้อง อาจแบ่งการดำเนินโรคเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) asymptomatic hyperuricemia, (2) acute gouty attack, (3) intercritical period,และ (4) chronic tophaceous gout
1.1 Asymptomatic hyperuricemia ส่วนใหญ่เป็นการวินิจฉัยย้อนหลัง เนื่องจากผู้ป่วยยังไม่มีอาการเพียงแต่ตรวจพบระดับกรดยูริกในเลือดสูงอย่างเดียว
การวินิจฉัยแยกโรค : ต้องวินิจฉัยแยกจากภาวะ secondary hyperuricemia คือมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเนื่องจากโรคบางชนิดที่ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูง เช่น โรคสะเก็ดเงิน, myeloproliferative disorder หรือได้รับยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะชนิด thiazide หรือ ยารักษาวัณโรค เป็นต้น
Acute gouty attack ลักษณะเด่นคือผู้ป่วยจะมาด้วย acute monoarthritis ที่มี abrupness of onset เกิดข้ออักเสบอย่างเฉียบพลันขึ้นมาทันทีโดยก่อนหน้านี้สบายดีมาตลอด มักเกิดตอนเช้าหลังตื่นนอน ส่วนใหญ่เป็นที่ข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่เท้า แต่จะเป็นที่ข้ออื่น ๆ ก็ได้ อาการปวดจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเป็นชั่วโมงกระทั่งขยับหรือเดินไม่ได้ สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยมากกระทั่งต้องมาพบแพทย์ตั้งแต่วันแรก บางครั้งอาจมีไข้ร่วมด้วย
ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดข้ออักเสบกำเริบ ได้แก่ (1) ได้รับบาดเจ็บที่ข้อซึ่งไม่จำเป็นต้องรุนแรง (2) เครียดจากการเจ็บป่วยหรือหลังผ่าตัด (3) กินอาการที่มี purine สูงเช่นสัตว์ปีกหรือยอดผัก (4) การดื่มสุรา (5) ได้รับยาบางชนิด (เช่น thiazide diuretic, aspirin, anti-TB drug แม้กระทั่ง allopurinol)
หลังจากเกิดข้ออักเสบเฉียบพลันแล้ว แม้ไม่ได้รับการรักษาข้อที่อักเสบจะค่อยๆดีขึ้นหายได้เองในระยะเวลา 1 สัปดาห์ แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยยาต้านอักเสบข้ออักเสบจะหายเร็วขึ้น
ผู้ป่วยบางรายเกิดข้ออักเสบขึ้นเพียงครั้งเดียวและไม่เป็นอีกเลยตลอดชีวิต แต่ส่วนใหญ่มักเกิดซ้ำภายใน 1 ปีและเป็นๆหายๆ การอักเสบครั้งหลัง ๆจะรุนแรงมากขึ้น หายช้าลง และอาจเกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียวหลายข้อ (acute polyarthritis)
การวินิจฉัยแยกโรค
ระยะที่เป็น aucte monoarthritis ต้องวินิจฉัยแยกจาก
- Septic arthritis เป็น acute monoarthritis เหมือนกัน แต่มักเกิดกับข้อใหญ่ ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ไม่ค่อยเป็นที่ข้อเล็กๆตามนิ้วมือนิ้วเท้า ข้ออักเสบแม้จะเป็นเฉียบพลันแต่ไม่ถึงกับเป็นขึ้นมาทันทีทันใดเหมือนโรคเก๊าท์ การอักเสบจะค่อยทวีความรุนแรงขึ้นในเวลาเป็นวันๆ ร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ภายในสัปดาห์แรก ช้ากว่าโรคเก๊าท์
- Pseudogout อาการเหมือนข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์ทุกอย่าง พบในผู้หญิงได้บ่อยกว่า ต้อวินิจฉัยแยกกันจากการตรวจดูผลึกในน้ำไขข้อพบเป็นผลึกของ calcium pyrophosphate แทนที่จะเป็น uric acid
- Traumatic arthritis แยกจากกันจากประวัติที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงก่อนหน้าที่จะเกิดข้อบวม ผลการเจาะข้อมักได้เลือด
1.2 Intercritical period เป็นระยะที่ข้ออักเสบหายสนิท ระยะนี้ผู้ป่วยจะสบายดีทุกอย่างราวกับว่าไม่เคยมีปวดข้อรุนแรงมาก่อน ซึ่งอาจนานเป็นปีในระยะแรก หรือไม่เคยมีอาการอีกเลยตลอดชีวิตหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาปล่อยให้ข้ออักเสบเป็นซ้ำบ่อยๆระยะนี้จะสั้นลงเรื่อย ๆ และในที่สุดจะไม่มีระยะที่ข้ออักเสบหายสนิทอีก
1.3 Chronic tophacous gout เป็นระยะที่กลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังหลายๆข้อ ไม่เคยหายขาด ข้ออักเสบกำเริบรุนแรงขึ้นมากบ้างน้อยบ้างสลับกันไป มีการทำลายของกระดูกข้อต่อเพิ่มมากขึ้น มีก้อน tophi (จากการสะสมของผลึกกรดยูริกใต้ผิวหนัง) เกิดขึ้นบริเวณข้อศอก เท้าแขน ตาตุ่ม นิ้วมือและนิ้วเท้า ถ้าก้อนนี้แตกออกจะเห็นของเหลวขาวข้นคล้ายชอล์กหรือยาสีฟันไหลออกจากก้อน เป็นระยะสุดท้ายของโรคเก๊าท์ที่มักจะตรวจพบภาวะไตพิการร่วมด้วย
การวินิจฉัยแยกโรค ระยะนี้ต้องวินิจฉัยแยกจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพราะอาจมี hand defomity เลี่ยนแบบโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ทุกอย่าง ถ้าตรวจพบก้อนใต้ผิวหนังต้องวินิจฉัยแยกจาก rheumatoid nodule
- 2. โรคไตที่เกิดจากเก๊าท์ (gouty nephropathy) มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะคือ
2.1 นิ่วทางเดินปัสสาวะ (uric acid nephropathy) พบประมาณร้อยละ 10-25 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ ผู้ป่วยร้อยละ 40 เกิดอาการของนิ่วไตก่อนที่จะเกิดข้ออักเสบ อุบัติการของการเกิดนิ่วไตจะสูงขึ้นตามระดับกรดยูริกในเลือด ถ้ามีระดับกรดยูริกในเลือดมากกว่า 13 mg% จะมีโอกาสเกิดนิ่วไตได้สูงถึงร้อยละ 50 ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการที่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การวินิจฉัยอาจต้องอาศัยการส่งตรวจอุลตราซาวด์เนื่องจากนิ่วจากผลึกกรดยูริกไม่สามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายรังสีปกติ อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วจากผลึกแคลเซี่ยมมากกว่าคนปกติด้วยซึ่งนิ่วชนิดนี้มองเห็นได้จากภาพถ่ายรังสีปกติ
2.2 Interstitial nephropathy (urate nephropathy) เกิดจากการสะสมของเกลือยูเรตในชั้น interstitial ของเนื้อไต พยาธิสภาพดังกล่าวไม่ส่งผลเสียต่อการทำงานของไตมากนัก
การวินิจฉัย
- ต้องเจาะตรวจน้ำไขข้อ: จะวินิจฉัยว่าข้ออักเสบนั้นเกิดจากโรคเก๊าท์ได้แน่นอนก็ต่อเมื่อ ตรวจน้ำไขข้อพบผลึกรูปเข็มภายใน PMN หรือตรวจพบผลึกรูปเข็มจากสารสีขาวที่ดูดได้จากก้อน tophi
- กรณีที่เจาะตรวจน้ำไขข้อไม่ได้ เช่น ข้ออักเสบเกิดขึ้นกับข้อเล็กๆที่นิ้วเท้าหรือหลังเท้า อาจวินิจฉัยได้จากผลการตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย colchicine
ข้อควรระวังในการวินิจฉัยโรคเก๊าท์:
- ห้ามวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคเก๊าท์จากการตรวจพบว่ามีระดับกรดยูริกในเลือดสูงแต่เพียงอย่างเดียว
- ยังไม่ควรวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ในกรณีที่ให้การรักษาด้วย NSIADs แล้วดีขึ้น เพราะ NSAIDs เป็นยาต้านอักเสบที่ไม่มีความจำเพาะ ข้ออักเสบเฉียบพลันที่มีลักษณะทางคลินิกคล้ายเก๊าท์ เช่น pseudogout หรือ apatite induced arthritis จะตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย NSAIDs ได้เช่นกัน
โรคที่มักพบร่วมกับโรคเก๊าท์ (associated diseases)
- โรคความดันโลหิตสูง
- ภาวะไขมันในเลือดสูง (hypertriglyceridemia)
- เบาหวาน
- ภาวะแทรกซ้อนเนื่องจาก premature artherosclerosis เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดตายเฉียบพลัน หลอดเลือดสมองอุดตัน
ทั้งหมดนี้เป็นโรคที่พบร่วมกัน แต่ไม่ได้สัมพันธ์กันในแง่พยาธิกำเนิด
การรักษา
หลักการรักษาโรคเก๊าท์ประกอบด้วย
- การรักษาข้ออักเสบเฉียบพลัน
- การป้องกันไม่ให้เกิดข้ออักเสบกำเริบ
- การลดระดับยูริกในเลือด
- หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ข้ออักเสบกำเริบ
- การรักษาอื่นๆนอกเหนือจากการใช้ยาลดกรดยูริกในเลือด
- การรักษาโรคที่พบร่วมด้วย
- การรักษาข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์: รักษาด้วย colchicine หรือ NSAIDs
1.1 colchicine เป็นยาที่ specific สำหรับการรักษาข้ออักเสบจากเก๊าท์ ได้ผลดี อาการข้างเคียงไม่รุนแรง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เริ่มปวดข้อมาไม่เกิน 6-12 ชั่วโมง ให้กิน 1 เม็ด (0.6 มก.) 3 เวลาหลังอาหารในวันแรก ถ้าอาการดีขึ้นให้ลดขนาดลงเหลือ 1 เม็ด 2 เวลากระทั่งหายสนิทจึงหยุดยา โดยทั่วไปมักกินยาไม่เกิน 1 สัปดาห์ อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือท้องเดินโดยเฉพาะในวันแรกๆที่กินในขนาดสูง อาการจะหายได้ถ้าลดขนาดยาลงหรือหยุดยา
1.2 NSAID เป็นยาที่ไม่ specific ระงับการอักเสบในโรคเก๊าท์ได้ดีมาก เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมานานกว่า 1-2 วัน ในวันแรกๆให้กินในขนาดสูง ลดขนาดยาลงถ้าอาการดีขึ้น และหยุดยาเมื่อหายสนิท โดยทั่วไปผู้ป่วยจะหายได้ภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนใช้ NSAIDs ในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ต้องแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่มีภาวะไตพิการร่วมด้วย เพราะการใช้ NSAID ในขนาดสูงอาจทำให้ไตวายเฉียบพลันได้
- การป้องกันไม่ให้ข้ออักเสบกำเริบ ผู้ป่วยที่มีข้ออักเสบเป็น ๆ หาย ๆเกือบทุกเดือน ควรป้องกันโดยให้กิน colchicine วันละ 1 เม็ดหรือไม่เกิน 2 เม็ดต่อวันต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน แต่สำหรับผู้ที่เป็นปีละ 1-2 ครั้งอาจไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกัน
- การลดระดับกรดยูริกในเลือด: ไม่ควรเริ่มยาขณะที่ยังมีข้ออักเสบเพราะจะทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้นและหายช้าลงต้องรอให้ข้ออักเสบหายสนิทก่อนจึงพิจารณาเริ่มยา ควรเริ่มยาในขนาดต่ำแล้วค่อยปรับยาขึ้นเป็นระยะ ๆ ตามระดับกรดยูริกในเลือดจนกว่าจะได้ระดับที่ต้องการคือ ~ 5.5 mg% ยาที่ใช้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ
3.1 ยาที่เร่งการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ (uricosuric drugs) ได้แก่ probenecid และ benzbromarone ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีนิ่วไต มีภาวะไตวาย หรือมีการขับกรดยูริกออกทางไตมากอยู่แล้ว (hyperexcretor)
3.2 ยาที่ช่วยยับยั้งการสร้างกรดยูริกในเลือด (xanthine oxidase inhibitor) ได้แก่ allopurinol
- หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ข้ออักเสบกำเริบ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ระวังเรื่องการใช้ยาบางชนิด ระหว่างที่กำลังปรับยาเพื่อควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดแนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมอาหารที่มี purine สูงชั่วคราวก่อน แต่ถ้าควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ดีแล้วให้กินอาหารตามปกติได้
- การรักษาอื่น ๆ แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ 3000 ซีซี ต่อวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสุรา ถ้าอ้วนให้ควบคุมอาหารและลดน้ำหนัก อาจให้กิน sodium bicarbonate เพื่อปรับให้ปัสสาวะเป็นด่าง (pH ~ 7) เพื่อลดการตกตะกอนของเกลือกยูเรตในเนื้อไต วิธีการนี้เหมาะในการรักษาผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีกรดยูริกในเลือดสูงที่ไม่มีอาการ (asymptomatic primary hyperuricemia)
- ให้การรักษาโรคที่พบร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน นิ่วไต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ไตพิการหรือไตวาย ต้องให้ความสำคัญกับโรคเหล่านี้และให้การรักษาควบคู่ไปกับการรักษาโรคเก๊าท์ เนื่องจากเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญที่สุดในผู้ป่วยโรคเก๊าท์
หนังสือและเอกสารอ่านเพิ่มเติม
- ศิรภพ สุวรรณโรจน์, รัตนวดี ณ นคร. การรักษาโรคเก๊าท์ในเวชปฏิบัติ. ศรีนครินทร์เวชสาร; 2541; 13:
- ตำราโรคข้อ 2548 : สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย