Herbal

Foot Patch

 

สมุนไพรเป็นยารักษาโดยการนำเอาวัสดุธรรมชาติมาทำการรักษาร่างกายที่มีโรคภัยเกิดขึ้น  เป้าหมายหลักของการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคคือ  เพื่อเป็นแรงเสริมให้ร่างกายสามารถปรับตัวเองเข้าสู่ภาวะปกติ  แล้วจากนั้นร่างกายจะค่อย  ๆ  เยียวยาตนเอง  ดังนั้นการใช้สมุนไพรถูกกับโรคจึงอาจช่วยปรับเปลี่ยนและแก้ไขความไม่สมดุลต่าง ๆ  ภายในร่างกาย  อันทำให้เกิดโรคนั้น ๆ  ได้  และเป้าหมายของการบำบัดด้วยแนวคิดแบบองค์รวมเช่นนี้จึงมิใช่เพียงการปลดเปลื้องหรือบรรเทาความไม่สบายที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น  แต่เป็นการมุ่งเน้นให้สุขภาพโดยรวมของเราดีขึ้น  เพื่อให้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่ทำได้

 

ตามปกตินอกจากหมอยาสมุนไพรจะจ่ายยาให้คนไข้แล้ว  ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารที่ควรกินของแสลง  วิธีปฏิบัติตนให้ถูกสุขอนามัยตลอดจนการลดความเครียดในชีวิตประจำวันด้วย  เป้าหมายสำคัญของวิธีการเช่นนี้คือ  การบำบัดโรคหรืออาการที่เกิดขึ้นแล้ว  พร้อมกับป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้นใหม่ได้อีก

การบำบัดด้วยยาสมุนไพรนั้นมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  และเป็นที่รู้กันดีว่า   การรักษาด้วยวิธีนี้  เฟื่องฟูมากในอาณาจักรโบราณต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นไอยคุปต์  กรีก  หรือโรมัน  อาจกล่าวได้ว่า  ยุคทองของยาสมุนไพรในโลกตะวันตกเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อศตวรรษที่ผ่านมา  เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย  นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการพิสูจน์ว่าสมุนไพรจำนวนมากที่เคยใช้กันมาแต่โบราณนั้นมีคุณสมบัติทางยาจริง  แต่ถึงอย่างนั้นยังคงมีสมุนไพรอีกจำนวนมากที่ยังรอการหาคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ว่าจะใช้ได้ผลจริงดังที่เชื่อกันมาหรือไม่  ไม่ว่าจะเป็นกระเทียมที่ใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดหรือใบขี้เหล็กที่ใช้เป็นยาคลายเครียด  ซึ่งเพิ่งพบว่าอาจทำให้ตับมีปัญหาได้

 

เนื่องจากมีข้อมูลจากผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากมาช่วยยืนยันสรรพคุณของยาสมุนไพรบางชนิดเช่นนี้  อุตสาหกรรมยาทั่วโลกจึงหันมาให้ความสนใจกับพืชสมุนไพรมากยิ่งขึ้น  ในปัจจุบันบุคลากรในวงการอุตสาหกรรมยาต่างง่วนอยู่กับการศึกษาค้นคว้า  “พฤกษเคมีภัณฑ์”  อันเป็นสารองค์ประกอบนับแสน ๆ  ชนิดที่มีอยู่ในอาณาจักรพืช  เพื่อค้นหายาใหม่ ๆ  สำหรับบำบัดรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยของมวลมนุษยชาติ

 

สมุนไพรบำบัดโรคได้อย่างไร

            แนวคิดในการบำบัดด้วยสมุนไพรนั้นแตกต่างจากการบำบัดด้วยยาแผนปัจจุบันหลายอย่าง  เนื่องจากเป้าหมายของการใช้ยาสมุนไพรอยู่ที่การกระตุ้นร่างกายให้ปรับตัวเองสู่สมดุลปกติ  มากกว่าจะแก้อาการของโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเท่านั้น  เช่น  แพทย์แผนปัจจุบันจะแนะนำให้ทานยาลดไข้  เช่น  แอสไพริน  พาราเซตามอล  แต่หมอยาสมุนไพรจะเห็นว่าบางครั้งอาการไข้ที่เกิดขึ้นก็มีประโยชน์  เพราะเป็นกลไกป้องกันโรคตามธรรมชาติของร่างกาย  ความเชื่อเช่นนี้ได้รับการสนับสนุนจากการค้นพบว่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ก่อโรคหลายชนิดจะถูกทำลายเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ  วิธีปฏิบัติของหมอยาสมุนไพรเมื่อผู้ป่วยเป็นไข้คือกระตุ้นให้เหงื่อออกโดยไม่ทำให้ไข้ลดลง  และอาจให้ยาเพื่อป้องกันไม่ให้ไข้สูงเกินไปจนเป็นอันตรายได้                                                                                                                                                                 Kawase

 

2.

เช่นเดียวกับกรณีอาหารเป็นพิษ  หมอยาสมุนไพรจะเห็นว่าอาการอาเจียนและท้องเสียที่เกิดขึ้นนั้นเป็นกลไกตอบสนองที่มีประสิทธิภาพของร่างกายคือ  ทำให้ร่างกายสามารถกำจัดจุลชีพที่เป็นอันตรายออกจากทางเดินอาหารได้โดยเร็วที่สุด  จะเห็นได้ว่าการรักษาเช่นนี้แตกต่างจากหมอแผนปัจจุบันที่มักให้ยาแก้ท้องเสียและยาแก้อาเจียน  โดยหมอยาสมุนไพรจะเน้นเพียงควบคุมอาการที่เกิดขึ้น  ด้วยการใช้สมุนไพรที่ยับยั้งการดูดซึมของทางเดินอาหาร  เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวการที่ทำให้เกิดพิษถูกดูดซึมและไหลเวียนเข้าสู่กระแสโลหิต  และแม้ว่าหมอยาสมุนไพรจะแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ  เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำเช่นเดียวกับหมอแผนปัจจุบันแต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ  หมอยาสมุนไพรจะไม่ให้ยาที่มีผลยับยั้งอาการท้องเสียและอาการอาเจียนนั้นหายขาดในทันที

 

สมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน

ยาแผนปัจจุบันสำคัญหลายอย่างที่รู้จักกันดีและยังคงใช้กันอยู่ในวงการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีกำเนิดมาจากสมุนไพร  แม้ว่าปัจจุบันยาเหล่านี้บางตัวอาจได้จากวิธีเคมีสังเคราะห์แทนที่เคยสกัดจากสมุนไพร  เพราะทำได้ง่ายกว่าและราคาถูกกว่ามาก  แต่ยาบางตัวยังคงจำเป็นต้องสกัดจากแหล่งธรรมชาติด้วยเหตุผลเดียวกัน

แอสไพริน  เป็นอนุพันธุ์ของกรดชาลิไชลิกที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี  มีคุณสมบัติแก้ปวด  ต้านการอักเสบ  และลดไข้  นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโครงสร้างเคมีอันเป็นต้นแบบของยานี้เป็นครั้งแรกในเปลือกต้นสนุ่นขาว  ปัจจุบันยังพบอนุพันธุ์กรดซาลิไซลิกจากสมุนไพรอื่น ๆ  อีกหลายชนิด  รวมทั้งในเปลือกต้นสนุ่นและกำลังเสือโคร่ง

ไดจอกชิน  สารที่สกัดได้จากใบต้นปลอกนิ้วเทพี  นำมาผ่านปฏิกิริยาเคมีง่าย ๆ  เพียงขั้นตอนเดียว  จะให้ไดจอกชินอันเป็นยารักษาผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะบางประเภทและผู้ป่วยภาวะหัวใจล้ม  ยาชนิดนี้ยังคงใช้กันมากในวงการแพทย์แผนปัจจุบันอุตสาหกรรมยาที่ผลิตยานี้ป้อนตลาดโลกยังคงต้องสกัดจากแหล่งธรรมชาติ  เพราะการสังเคราะห์ทางเคมีทำได้ยากและสิ้นเปลืองมากกว่า

มอร์ฟีน  เป็นยาแก้ปวดที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง  แม้มีฤทธิ์เสพติด  แต่มีฤทธิ์แก้ปวดที่ดีมากจึงยังคงใช้ในวงการแพทย์แผนปัจจุบันตลอดมา  โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรงยานี้สกัดได้จากฝิ่น  โดยเป็นยางที่ได้จากผลแก่จัดของต้นฝิ่น

ควินิน  เป็นยาแก้ไข้ป่าหรือไข้จับสั่นที่ใช้กันมานับร้อยปีแล้ว  สกัดได้จากเปลือกต้นชิงโคนาหลายชนิด  และปัจจุบันยังคงต้องสกัดจากธรรมชาติ

ยาเม็ดคุมกำเนิด ตัวยาในยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นเป็นสารที่มีโครงสร้างเคมีคล้ายสารสเตอรอยด์  ปัจจุบันใช้สารที่พบในหัวกลอยและหัวเอื้องหมายนาเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ตัวยาชนิดนี้

วินคริสตีนและวินบลาสตีน  สารสองตัวคือ  วินคริสตีนและวินบลาสตีน  เป็นยาต้านมะเร็งที่สำคัญ  และยังคงใช้ในการแพทย์แผนปัจจุบัน  (มักใช้ร่วมกับยาอื่น)  สกัดได้จากต้นแพงพวยฝรั่ง

 

ข้อดีของการใช้สมุนไพร

วิธีการที่การแพทย์สมัยใหม่นำมาใช้กับสมุนไพรคือ  การค้นหา  “สารแสดงฤทธิ์”  ในสมุนไพรจากนั้นจึงใช้วิธีการอื่น  เช่น  เคมีสังเคราะห์เพื่อสร้างสารเช่นเดียวกันนั้นขึ้นมา  แล้วจึงนำไปเตรียมให้เป็นรูปแบบยาที่ต้องการ  วิธีการเช่นนี้แตกต่างกับวิธีของหมอยาสมุนไพร  ซึ่งเชื่อว่าการใช้สมุนไพรที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปเลยจะให้ผลดีกว่า  เนื่องจากสารต่าง ๆ  ที่มีอยู่ในสมุนไพรอย่างสมดุลนั้นคือการผสมผสานสำหรับการบำบัดรักษาที่สมบูรณ์และหมดจดจากธรรมชาติ  หมอยา

3.

สมุนไพรเชื่อว่า  ผลรวมที่ได้จากสารหลาย ๆ  ตัว  ในสมุนไพรย่อมดีกว่าการใช้สารตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว  ทั้งยังเชื่อด้วยว่า  สารองค์ประกอบทั้งหลายในสมุนไพรนั้นจะช่วยถ่วงดุลซึ่งกันและกัน  โดยสารบางอย่างอาจช่วยลดผลที่ไม่พึงประสงค์  หรือผลที่อาจก่อให้เกิดอันตรายของสารอื่น  ทำให้สามารถแสดงฤทธิ์ได้แรงขึ้นอีกมากส่วนกรณีการรักษาโรคโดยใช้ตัวยาที่แยกสกัดออกมารจากสมุนไพรนั้น  หมอยาสมุนไพรมีความเห็นต่างออกไปว่าสารสกัดเหล่านั้นมิอาจทดแทนพลังบำบัดอันนุ่มนวลของสมุนไพรได้  เช่นเดียวกับที่วิตามินและเกลือแร่ไม่สามารถชดเชยการกินอาหารตามปกติได้เลย  และที่สำคัญกว่านั้นคือ  การใช้สมุนไพรปลอดภัยกว่ามาก  เพราะมีตัวยาที่แสดงฤทธิ์อยู่ในขนาดต่ำกว่าสารแสดงฤทธิ์ที่สกัดออกมาจากสมุนไพรแล้ว

 

สมดุลธรรมชาติ

กรณีกรดซาลิไซลิกอันเป็นตัวยาที่แสดงฤทธิ์ในแอสไพรินนั้น  เป็นตัวยาหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ายาสมุนไพรที่ยังไม่แปรรูปน่าจะดีกว่าสารแสดงฤทธิ์ที่สกัดออกมาโดด ๆ  เพราะถ้าเรากินแอสไพรินในขนาดปกติจะมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเช่น  อาการปวดท้องเนื่องจากเป็นแผลและมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร  แต่ถ้าใช้เปลือกต้นสนุ่นซึ่งเป็นสมุนไพรทีมีอนุพันธ์ของกรดซาลิไซลิกอยู่เช่นเดียวกับแอสไพริน  ร่างกายยังคงได้รับตัวยาแก้ปวดนี้แต่จะได้สารอื่นที่มีฤทธิ์ต้านฤทธิ์กรดไปพร้อมกัน  ซึ่งจะไปหักล้างกับผลระคายเคืองกระเพาะอาหารที่เกิดจากกรดซาลิไซลิก  ดังนั้นเปลือกต้นสนุ่นจึงเหมาะสำหรับใช้แก้ปวดในผู้ป่ายที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร  หรือมีอาการปวดกระเพาะอาหาร  ในขณะที่ไม่ควรใช้แอสไพรินกับผู้ป่วยเหล่านี้

ข้อดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการใช้สมุนไพรคือ  ในธรรมชาตินั้นจะไม่มีพืชต้นใดที่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกับอีกต้นหนึ่งทุกประการ  แม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกันก็ตาม  ดังนั้นโอกาสที่จุลชีพ  เช่น  พวกแบคทีเรียและไวรัส  จะดื้อยาสมุนไพรจึงเกิดขึ้นได้ยากเช่นเดียวกับโอกาสที่ผู้ป่วยจะแพ้ยาสมุนไพร  ขณะที่ทั้งการดื้อยาและการแพ้ยานั้นกลับพบบ่อยกว่าในการบำบัดด้วยยาแผนปัจจุบัน

 

ยาสมุนไพรรักษาอะไรได้บ้าง

เนื่องจากสมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการบำบัดแตกต่างกัน  ดังนั้นประสบการณ์และทักษะความชำนาญของหมอในการใช้ยาสมุนไพรจึงสำคัญมาก  นอกจากนี้เนื่องจากไม่มีสมุนไพรเดี่ยว ๆ  ชนิดใดที่จะแก้โรคหรืออาการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะได้การรักษาผู้ป่วยแต่ละคนจึงอาจแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขที่ต่างกัน  เช่น  ผู้ป่วยสองคนที่มีอาการติดเชื้อในทรวงอกเหมือนกัน  อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างเดียวในการรักษา

ยาสมุนไพรสามารถใช้บำบัดอาการและโรคหลายอย่างได้  เช่น  ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศในสตรีโดยเฉพาะในกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน  และภาวะหมดประจำเดือน  ซึ่งจะตอบสนองการใช้ยาสมุนไพรได้อย่างดี  รวมทั้งยังสามารถบำบัดความเครียด  ความกระวนกระวายใจ  ภาวะหดหู่ใจ  รวมทั้งปัญหาสุขภาพอื่น ๆ  อันเป็นผลพวงจากปัญหาเหล่านี้อาจตอบสนองต่อการใช้ยาสมุนไพรได้ดีเช่นกัน

ยาสมุนไพรยังอาจช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อซ้ำ ๆ  รวมทั้งใช้ได้ผลดีกับกลุ่มความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้  และโรคที่เกิดกับข้อต่อ  เช่น  โรคข้อเสื่อม  นอกจากนั้นยังช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงแขนและขามากขึ้นด้วย

4.

ส่วนกรณีปัญหาที่เกิดกับผิวหนังนั้น  การใช้ยาสมุนไพรอาจให้ผลตอบสนองแตกต่างกัน  เช่น  การรักษาสิวอาจต้องใช้ยาสมุนไพรหลายชนิดร่วมกัน  โดยเฉพาะสมุนไพรที่ช่วยเร่งการกำจัดของเสียในร่างกายโดยไปกระตุ้นการทำงานของตับไต  และต่อมน้ำเหลืองยาสมุนไพรหลายชนิดที่ใช้ร่วมกันนี้  อาจใช้ได้ตลอดการรักษา  หรืออาจจำเป็นต้องเพิ่มยาตัวอื่นเสริมเข้าไปในบางช่วง  และถ้าผู้ป่วยมีอาการแย่ลงในช่วงที่เครียดก็อาจต้องให้ยาคลายเครียดเสริมเข้าไปด้วย

แม้ว่ายาสมุนไพรไม่สามารถใช้รักษาโรคและอาการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของร่างกาย  เช่น  กระดูกหัก  หรือหมอนรองกระดูกสันหลังหลุดหรือเคลื่อน  แต่ยาสมุนไพรก็อาจจะช่วยเสริมกระบวนการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายอันเนื่องมาจากปัญหาดังกล่าวได้

ยาสมุนไพรปลอดภัยไหม

            ยาสมุนไพรส่วนใหญ่ที่ใช้กันทั่วไป  โดยเฉพาะที่ใช้กันมาแต่โบราณ  อาจมีความปลอดภัยสูงเช่นเดียวกับยาบำรุงร่างกายและผลิตภัณฑ์แสริมอาหารสมุนไพรบางอย่าง  เช่น  ขมิ้นชัน  และบอระเพ็ด   ใช้กันมาแต่โบราณ  ส่วนบางอย่าง  เช่น  ขิง  พริก  กระเทียม  ถือเป็นอาหารที่กินกันประจำจึงเชื่อได้ว่าปลอดภัยแน่

แต่ความชื่อที่ว่า  อะไรก็ตามที่เป็นของธรรมชาติ  จะไม่เป็นพิษเป็นภัยนั้นก็ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว  แม้ยาบางอย่างที่หมอยาสมุนไพรใช้  เช่น  สลอดและยาดำ  จะมีสรรพคุณโดดเด่นและใช้ได้ผลดีมาก  แต่ถ้าใช้ผิดวิธีก็อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้  ดังนั้นจึงต้องระวังด้วยว่า  การใช้สมุนไพรบางชนิดอย่างไม่ถูกต้องก็อาจทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้

 

ไปพบหมอยาสมุนไพรครั้งแรก

            การปรึกษาหมอยาสมุนไพรหรือ  “หมอพฤกษบำบัด”  ครั้งแรกอาจต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง  หรือนานกว่านั้น  เพราะนอกจากการวินิจฉัยอาการที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าแล้ว  หมอยาสมุนไพรยังต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับตัวคนไข้   รวมทั้งปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมด  ก่อนจะแนะนำวิธีการรักษาตัวอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคลส่วนการพบหมอครั้งต่อไปจะใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

หมอยาสมุนไพรทุกคนจะให้ความสำคัญกับการซักประวัติผู้ป่วยใหม่อย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ  ประวัติการรักษาพยาบาล  รายละเอียดของการเจ็บไข้ได้ป่วยที่ทำให้คนไข้ต้องมาหาหมอ  ตลอดจนระยะเวลาที่ทำให้คนไข้มีอาการดังกล่าว  นอกจากนั้นหมอจะซักถามเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกิน  การออกกำลังกายพักผ่อน  โดยเฉพาะเรื่องการนอนหลับ  และอาจถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตทั่ว ๆ  ไปที่อาจทำให้ทราบถึงสาเหตุของความเครียด  เพื่อให้สามารถเข้าใจสภาพจิตใจของคนไข้ได้อีกด้วย

หมอยาสมุนไพรอาจตรวจร่างกายคนไข้โดยใช้เทคนิคเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบันทั่วไป  เช่น  อาจวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องวัดความดันชนิดที่มีแผ่นพันต้นแขน  อาจใช้หูฟังเพื่อฟังเสียงหัวใจและปอด  หรือถ้าเห็นว่าจำเป็น  ก็อาจตรวจปัสสาวะแบบง่าย ๆ  จนในที่สุดหมอพร้อมที่จะรักษาคนไข้ด้วยวิธีการที่เหมาะสม

การบำบัดด้วยยาสมุนไพรจะกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ตามลักษณะการออกฤทธิ์ของสมุนไพรโดยเฉพาะเมื่อใช้บำบัดโรคเรื้อรัง  ยาสมุนไพรจะใช้ผลการบำบัดช้ากว่ายาแผนปัจจุบัน  เพราะตัวยาที่แสดงฤทธิ์มีความเข้มข้นน้อยกว่ามาก  โดยทั่วไปคนไข้จะประมาณช่วงเวลาของการรักษาด้วยยาสมุนไพรได้คร่าว ๆ  ว่า  ถ้าเป็นโรคหรืออาการนั้น ๆ  มาหนึ่งปีแล้วจะต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนในการรักษาโรคให้หายขาด

 

5.

แนวคิดแบบจีน

การแพทย์แผนจีนซึ่งมีการใช้ยาสมุนไพรจำนวนมากนั้น สามารถสืบประวัติความเป็นมาย้อนไปได้ถึง  200  ปีก่อนคริสตกาล  ตำราแพทย์โบราณเล่มหนึ่งชื่อหวางตี้เน่ยจิง  (ตำราเวชศาสตร์ของจักรพรรดิหวาง)  ได้บันทึกความเชื่ออันเป็นปรัชญาพื้นฐานสำคัญของการแพทย์แผนจีนไว้ว่า  “ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลย่อมประกอบด้วยหยินและหยาง”   หยินและ หยางเป็นเป็นเอกภาพและสมดุลภาพของคู่ตรงกันข้ามที่ขาดซึ่งกันและกันไม่ได้  เช่นกลางวันกับกลางคืน  ผู้ชายกับผู้หญิง  ร้อนกับเย็น  ความไม่สมดุลของหยินและหยางนี่เองที่เป็นสาเหตุแห่งโรค  เช่นแพทย์แผนจีนจะอธิบายอาการไข้ว่า  เกิดจาก หยางมากเกินไปส่วนอาการหนาวสั่นนั้น  แสดงว่ามีหยินมากเกินไป

แพทย์แผนจีนจะสืบหาความผิดปกติอันทำให้เกิดการขาดสมดุล  การวินิจฉัยอาจทำโดยการตรวจชีพจร  ตรวจลิ้น  หรือวิธีการอื่น  ๆ  อันจะช่วยบ่งชี้พยาธิสภาพของผู้ป่วย  ในหลายร้อยปีที่ผ่านมา  มีการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรจีนที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งหมอจีนมักใช้เป็นตำรับยาหลัก  แล้วจึงเพิ่มเครื่องยาชนิดอื่น ๆ  ลงไปเพื่อปรับตำรับยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน  ตำรายาที่รู้จักกันดีขนานหนึ่งคือ  ยาต้มของสี่อย่างที่ใช้รักษาความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศในสตรี

ยาจีนส่วนใหญ่มักปรุงโดยการนำเครื่องยาสมุนไพรหลายชนิดมาต้มรวมกันในน้ำเดือดราว  20  นาที  หรือนานกว่านั้น  แล้วรินน้ำดื่ม  ซึ่งโดยทั่วไปมักดื่มขณะที่ยังร้อนอยู่

 

การกินยาสมุนไพร

ยาสมุนไพรนั้นอาจเตรียมเป็นรูปแบบต่าง ๆ  ได้หลายรูปแบบ  เช่น  เป็นของเหลว  ซึ่งยาสมุนไพรที่สำคัญในรูปแบบนี้คือ  ยาสกัดด้วยเหล้าและน้ำที่เรียก “ทิงเจอร์”  นอกจากนี้ยังมียาชงจากสมุนไพรแห้งยาต้ม  ซึ่งมักใช้กับสมุนไพรที่แข็งหรือเหนียว  เช่นส่วนของรากไม้และเปลือกไม้  หรืออาจเตรียมในรูปแบบของแข็งหรือกึ่งของแข็ง  เช่น  ยาเม็ด  ยาเหน็บ  ยาครีม  ยาขี้ผึ้ง  ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเตรียมได้จากสมุนไพรบางชนิดอาจไม่ชวนกินนัก  แต่หมอยาสมุนไพรเชื่อว่า  รสชาติของสมุนไพรนั้นมีผลต่อการบำบัดรักษาโรคต่าง   ด้วยสมุนไพรหลายชนิด  เช่น  ฟ้าทลายโจร  หรือบอระเพ็ดนั้นมีรสขม  แต่รสขมนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารและลำไส้หลั่งน้ำย่อยออกมา  พืชที่มีรสขมหลายชนิดจึงถูกใช้เป็นยาขมสำหรับเจริญอาหาร  ซึ่งวิธีการเช่นนี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ให้กันมานานนับศตวรรษแล้ว

เราอาจเติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยเพื่อกลบรสชาติที่ไม่น่ากินของยาสมุนไพร  เด็ก ๆ  อาจกินยาสมุนไพรยากสักหน่อย  เพราะรสและกลิ่นไม่ชวนกิน  แต่คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยโดยการผสมยาเหล่านี้ลงไปในเครื่องดื่มอร่อย ๆ  เช่น  นม  หรือน้ำผลไม้  เพื่อให้เด็กกินยาได้ง่ายขึ้น

 

 

 

6.

สมุนไพรสำหรับปฐมบำบัด

 

ขนาดที่ระบุนี้เป็นขนาดสำหรับผู้ใหญ่  ถ้านำไปใช้กับเด็ก  ๖  ขวบขึ้นไป  ควรลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง  และไม่ควรใช้กับเด็กอายุดต่ำกว่า ๖  ขวบ

 

อาการ/โรค                               สมุนไพร                                                               วิธีการใช้

 

ท้องผูก                                                   ชุมเห็ดเทศ                                                :   ใบสด  ปิ้งไฟ  ทำเป็นยาชง ดื่ม ๑-๒ ถ้วย ก่อนนอน

ใช้เมล็ดแมงลัก ๑-๒ ช้อนชา  ล้างน้ำให้สะอาด

:   แช่น้ำอุ่น ๑  แก้ว  (๒๕๐  ซีซี)  จนพองตัวเต็มที่

ดื่มก่อนนอน

ท้องเสีย                                                 ฝรั่ง                                                             :   ใช้ใบแก่  ๑๐ –  ๑๕ ใบ  ปิ้งไฟ  บดหยาบ ๆ  ชงน้ำ

ดื่มหรือใช้ผลอ่อน  ๑  ผล  ฝนกับน้ำปูนใส

ดื่มทุก ๒-๓  ชั่วโมง

: ใช้เปลือกผลแห้งราวครึ่งผล ย่างไฟให้เกรียมฝนกับ

น้ำปูนใสราวครึ่งแก้ว  หรือบดเป็นผงละลายน้ำซาว

ข้าวหรือน้ำสุก  ดื่มทุก ๒-๓ ชั่วโมง

ท้องอืดท้องเฟ้อ                                   กานพลู                                                      : ใช้ดอกตูมแห้ง ๕-๘  ดอก  บดเป็นผงหยาบ ๆ  ทำ

เป็นยาชง

: ใบและยอดอ่อน ๑  กำมือ  ทำเป็นยาชง

: ใช้หัวครั้งละ ๑ กำมือ  ล้างน้ำให้สะอาด  ทุบพอ

แตกทำเป็นยาชง

คลื่นไส้อาเจียน                                    ยอ                                                                   ใช้ผลดิบหรือผลห่ามสด  ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ

ย่างและคั่วไฟอ่อน ๆ  ให้เหลืองกรอบทำเป็น

ยาชง  จิบบ่อย ๆ

โรคกระเพาะ                                        ขมิ้นชัน                                                         ใช้เหง้าแก่สด  หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ  ตามแดดจัด

๑-๒  วัน  บดให้ละเอียด  ผสมน้ำผึ้ง  ปั้นเป็น

ลูกกลอนกินครั้งละ ๕๐๐  มก.  วันละ  ๔ ครั้ง

หลังอาหารก่อนนอน

พยาธิลำไส้                                            มะเกลือ                                                     : ใช้ผลสดสีเขียว  ไม่ซ้ำ ไม่ดำ  จำนวนเท่าอายุ

ผู้ใช้แต่ไม่เกิน  ๒๐  ผล  โขลกพอแหลก  ผสมกับ

น้ำกะทิ (๒  ช้อนชาต่อมะเกลือ  ๑  ผล)  คั้นเอาแต่

น้ำ  ดื่มให้หมดก่อนอาหารเช้าชั้นได้ดีกับพยาธิ

ปากขอและพยาธิเส้นด้าย

มะหาด                                                      :   ใช้ผงบวกหาดบดละเอียด  กินกับน้ำสุกเย็นครั้ง

7.

                                                                                                                                    ละ ๑ – ๒  ช้อนชา  ก่อนอาหารเช้า  หลังจากนั้น  ๒

ชั่วโมง  ให้กินดีเกลือหรือยาถ่ายตาม  ใช้ได้ดีกับ

พยาธิตัวตืด  และพยาธิไส้เดือน

ขัดเบา                                                    สับปะรด                                                   :   ใช้เหง้าสดหั่นเป็นชิ้น  ๒๐๐ – ๒๕๐  กรัม/วัน

(ราว ๑ กอบมือ)  ต้มน้ำดื่มวันละ ๓ ครั้ง

ครั้งละ  ๑ ถ้วยชา  ก่อนอาหาร

หญ้าคา                                                      :   ใช้รากสดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ  ๔๐ – ๕๐  กรัม/วัน

(ราว ๑ กำมือ)  ต้มน้ำดื่มวันละ  ๓  ครั้ง

ครั้งละ  ๑  ถ้วยชา  ก่อนอาหาร

แก้ไอ  ขับเสมหะ                                มะแว้ง                                                       :   ใช้ผลแก่สด  ๕ – ๑๐  โขลกพอแหลก  คั้นเอาแต่น้ำ

ใส่เกลือเล็กน้อย  จิบบ่อย ๆ

:          ใช้ขิงแก่ฝนกับน้ำมะนาว  แทรกเกลือเล็กน้อย

จิบบ่อย ๆ

ลมพิษ                                                    พลู                                                                  ใช้ใบ  ๑ – ๒  ใบ  ตำให้ละเอียด  ผสมกับเหล้าขาว

หาบ่อย ๆ

แผ่นแปะติดฝ่าเท้า

Posted on สิงหาคม 5, 2012, in บทความ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: