ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาโรคเบาหวาน

 

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อที่เกิดขึ้นทั่วโลก สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติประมาณการณ์ว่าปี พ.ศ.2546 มีประชากรป่วยเป็นเบาหวาน 194 ล้านคน และในปี พ.ศ.2568 (อีก 22 ปี ข้างหน้า) จะมีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 333 ล้านคนทั่วโลก และเป็นการเพิ่มในคนเอเซียถึงร้อยละ 75.4 ซึ่งจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และปากีสถาน มีมากที่สุดในโลก สำหรับในประเทศไทย โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 33.3 ต่อประชาการ 100,000 คน ใน พ.ศ.2538 เพิ่มเป็น 91.0 ใน พ.ศ. 2537 และเป็น 586.8 ต่อประชาการ 100,000 คน ใน พ.ศ.2549 (รายงานผู้ป่วยใน สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

FootPatchPad

http://www.moph.go.th/ops/health_50 ค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2551) ในกลุ่มประชากรที่ระดับเศรษฐกิจสังคมยากจนที่สุด พบว่า อัตราส่วนการตายมาตรฐานของโรคเรื้อรัง 3 โรค ได้แก่ เบาหวาน หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานมีอัตราส่วนการตายมากที่สุด คิดเป็น 84.36 รองลงมา ได้แก่ หัวใจขาดเลือด คิดเป็น 51.08 และหลอดเลือดสมอง คิดเป็น 46.30 (พินิจ ฟ้าอำนวยผล และ ปัตมา ว่าพัฒนวงศ์, 2548 ใน สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ , 2551)

อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาโรคเบาหวานเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวานจะก่อให้เกิดปัญหาทางด้านครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลให้เกิดความพิการทางด้านร่างกายและส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ รายได้ของผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งประชากรไทยทุกๆ 100 คนจะมีผู้เป็นเบาหวานถึง 6 คน และประมาณว่าร้อยละ 9.6 ของประชากรที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปในประเทศไทยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ร้อยละ 95 จากรายงานของสำนักนโยบายและแผนสาธารณสุขในปี 2542-2546 พบสาเหตุการตายด้วยโรคเบาหวานมีอัตราร้อยละ 11.4 ,12.2,13.2,11.8 และ 10.4 ตามลำดับ

 

โรคแทรกซ้อนของเบาหวานมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวาน กล่าวคือ ยิ่งเป็นเบาหวานนานเท่าใดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนก็จะมากขึ้นเท่านั้น ผู้ที่เป็นเบาหวานนาน 12 ปี และ 20 ปี มีโอกาสเกิดโรคสมองตีบมากกว่าคนปกติ 2 และ 2.2 เท่าตามลำดับ และจากการศึกษาภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานของสมาคมโรคเบาหวานในประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี 1999 พบว่า โรคเบาหวานเป็นสาเหตุการตายมากถึงร้อยละ 2.3 และเป็นโรคที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ เช่นร้อยละ 19 การเกิดภาวะแทรกซ้อนทางตา ร้อยละ 48 เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ร้อยละ 34 เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและร้อยละ 32 เกิดโรคหลอดเลือดส่วนปลาย และพบว่า โรคเบาหวานทำให้สิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจ และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า
จังหวัดกาฬสินธุ์ มีรายงานพบผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการตรวจและวินิจฉัยโรคในกลุ่มประชากรอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไปในปี 2551 พบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานเข้ามารับการรักษาในสถานบริการกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ คิดเป็นอัตราป่วย 446.25 ต่อแสนประชากรและในพื้นที่อำเภอยางตลาด มีผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนและรับการรักษาในคลินิกเบาหวานในปี พ.ศ. 2551 จำนวน 2,900 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 2,416 ต่อแสนประชากร สำหรับศูนย์แพทย์ชุมชนโคกศรี ตำบลอุ่มเม่า อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มีผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนและรับการรักษาในคลินิกเบาหวานในปี พ.ศ. 2551 จำนวน 219 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 2,766.89 ต่อแสนประชากร ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีจำนวน 151 ราย คิดเป็น 68.95 % ผู้ป่วยที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีจำนวน 68 รายคิดเป็น 31.05 % มีภาวะแทรกซ้อนทางไตจำนวน 16 ราย คิดเป็น 7.31 % มีภาวะแทรกซ้อนความดันโลหิตสูงจำนวน 109 ราย คิดเป็น 49.77 % มีภาวะแทรกซ้อนทางตาจำนวน 5 ราย คิดเป็น 2.28 % มีภาวะแทรกซ้อนเป็นแผลเรื้อรังจำนวน 2 ราย คิดเป็น 0.91 %
จากการศึกษาในทางระบาดวิทยาพบว่ามีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งทำให้สามารถวางแผนป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ล่วงหน้า (วิทยา ศรีดามา,2545) ปัจจัยคือ ปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โดยปัจจัยด้านพันธุกรรมพบว่าโรคเบาหวานสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และในส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน จากสภาวะทางสังคม เศรษฐกิจ ในปัจจุบันทำให้การดำเนินชีวิตของบุคคลต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันได้ พฤติกรรมต่างๆของบุคคลที่มีการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งพฤติกรรมสุขภาพ เช่น พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนที่เปลี่ยนเป็นนิยมบริโภคอาหาร ไขมันสูง โปรตีนสูง กากใยต่ำ ประกอบกับขาดการออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งภาวะเครียดที่สะสม ได้ส่งผลต่อภาวะสุขภาพของบุคคล เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมของบุคคล เช่น ภาวะความอ้วนโดยเฉพาะผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 25 กก./ม2 (อภิชาต วิชญาณรัตน์,2546) เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลนั้นขาดการออกกำลังกาย มีภาวะเครียด (รัชตะ รัชตะเวทิน และ ธิดา นิงสานนท์, 2544) ซึ่งปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดเป็นผลจากพฤติกรรม ดังนั้นการที่จะพยายามหาทางป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน สิ่งที่สำคัญที่จะต้องคำนึงถึง คือ การได้ผลที่คุ้มค่า ตรงกับความต้องการ และตรงกลุ่มเป้าหมาย (พงศ์อมร บุญนาค,2542) ซึ่งสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนจากพฤติกรรมเสี่ยงเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ปัญหาการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานยังขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องโรคเบาหวาน วิธีการควบคุมรักษาและการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับโรค (วัลลา ตันตโยทัย,2525) ผู้ป่วยเบาหวานยังต้องมีการเรียนรู้และปรับแบบแผนการดูแลตนเองให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การใช้ยาอย่างถูกต้อง การควบคุมน้ำหนัก การดูแลรักษาเท้าและการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าผู้ป่วยเบาหวานมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องดังกล่าว จะทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวานให้กลับสู่สภาวะปกติหรือใกล้เคียงภาวะปกติและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ (วรรณี นิธิยานันท์,2533)
จากข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดทำให้ผู้วิจัยทราบถึงปัญหาของผู้ป่วยเบาหวานว่าผู้ป่วยเบาหวานมีปัญหาในเรื่องการขาดความรู้,ขาดการดูแลตนเองอย่างเพียงพอและต่อเนื่องและมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจากการสอบถามและการสังเกตผลการรักษาผู้ป่วยมารับบริการที่ศูนย์แพทย์ชุมชนโคกศรี พบว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี เกิดจาก การที่ผู้ป่วยลืมรับประทานยา การปรับยาทานเอง การไม่มารับยาตามนัด การปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องในเรื่องการควบคุมอาหาร การขาดการออกกำลังกาย มีภาวะเครียด รวมทั้งการขาดคนดูแลใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนาเกี่ยวกับความรู้,แบบแผนการดูแลตนเอง,การปฏิบัติตัวต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ที่ขึ้นทะเบียนและรับการรักษาในคลินิกเบาหวานของศูนย์แพทย์ชุมชนโคกศรี เพื่อนำข้อมูลมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ การให้บริการ ควบคุม ดูแลรักษาโรคเบาหวาน โดยมุ่งหมายให้การดูแลรักษาเบาหวานมีคุณภาพและประสิทธิผลที่ดี สามารถลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดต่อไป

วัตถุประสงค์งานวิจัย

1. เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลกับระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน
2. เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
3. เพื่อศึกษาแบบแผนการดูแลตนเอง
4. เพื่อศึกษาการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวาน
5. เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยเบาหวานต่อความรู้ พฤติกรรมและระดับน้ำตาล
6. เพื่อหารูปแบบในการพัฒนาพฤติกรรมผู้ป่วยเบาหวาน

ขอบเขตงานวิจัย

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในครั้งนี้คือ
1. ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์และขึ้นทะเบียนการรักษาที่ศูนย์แพทย์ชุมชนโคกศรี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ. 2551 จำนวน 219 ราย ที่ใช้ในการตอบแบบสอบถาม
2. ผู้ป่วยเบาหวานที่อยู่ในเขตพื้นที่ตำบลอุ่มเม่า อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์
3. ผู้ป่วยเบาหวานที่มารับการรักษาอย่างต่อเนื่องที่ศูนย์แพทย์ชุมชนโคกศรี
4. ผู้ป่วยเบาหวานที่ยินดีให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม
กรอบแนวคิด

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. เพื่อทราบปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลกับระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน
2. เพื่อทราบระดับความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
3. เพื่อทราบแบบแผนการดูแลตนเอง
4. เพื่อทราบการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวาน
5. เพื่อทราบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยเบาหวานต่อความรู้ พฤติกรรมและระดับน้ำตาล
6. เพื่อหารูปแบบในการพัฒนาพฤติกรรมผู้ป่วยเบาหวาน
7. เพื่อได้ข้อมูล สารสนเทศในการพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน
นิยามศัพท์เฉพาะ

1. โรคเบาหวาน หมายถึง ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติ เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดซึ่งได้จากอาหารไปใช้ได้ตามปกติ
2. ผู้ป่วยเบาหวาน หมายถึง ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน ทั้งเพศชายและหญิง ที่รับการรักษาที่ศูนย์แพทย์ชุมชนโคกศรี และผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ครั้งสุดท้าย จำนวน 1 ครั้ง ก่อนทำการเก็บข้อมูลและได้รับการรักษาด้วยยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือด
3. ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน หมายถึง ความรู้ของผู้ป่วยเบาหวานเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การวินิจฉัยของแพทย์ การรักษา การออกกำลังกาย การใช้ยา การเกิดภาวะแทรกซ้อนและการแก้ไข ซึ่งจะวัดได้จากการสอบถามผู้ป่วยเบาหวาน
4. ระดับน้ำตาลในเลือด หมายถึง ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานหลังงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ครั้งสุดท้าย จำนวน 1 ครั้ง ก่อนทำการเก็บข้อมูล
5. การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย หมายถึง ผู้ป่วยเบาหวานมีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในการรักษาควบคุมเบาหวานเกี่ยวกับ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การดูแลรักษาเท้า การรับประทานยาและการตรวจตามนัด การดูแลสุขภาพทั่วไปและการป้องกันโรคแทรกซ้อน
6. แบบแผนการดูแลตนเอง หมายถึง
7. ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) หมายถึง เป็นค่ามาตรฐานที่ใช้ในการประเมินภาวะอ้วนผอมในผู้ใหญ่ คำนวณจากน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) และวัดส่วนสูงเป็นเมตรและนำมาคำนวณตามสูตร ดังนี้ (Garrow,1988)
ค่าดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม
(ส่วนสูงเป็นเมตร)2

นำผลมาเทียบเกณฑ์ ดังนี้
ภาวะ ดัชนีมวลกาย
อ้วน ระดับ 3 มากกว่า 40
ระดับ 2 30.3-39.0
ระดับ 1 25.0-29.9
ปกติ 18.5-24.9
ผอม น้อยกว่า 18.5

 

แผ่นแปะเท้า

Posted on สิงหาคม 14, 2012, in บทความ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: