ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดต่างกันอย่างไร

ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดต่างกันอย่างไร foot pad
ไข้หวัดใหญ่พบมากทุกอายุ โดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการตายมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ป้องกันได้ผลมากที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน และลดการหยุดงาน ไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัสทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหลมีไข้ไม่สูง สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อที่เรียกว่า influenza virusเป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจจะลามลงไปปอด ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างเร็ว  ไข้สูงกว่าไข้หวัด ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างฉับพลัน
ในปี คศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้
1.    ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ปี,เด็กอายุ 6-23 เดือน,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรคประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน
2.    เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย
3.    ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001
4.    ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ DNA ไวรัสในกลุ่ม  influenza virus type A,B,C สำหรับ type A ยังมีแอนติเจนที่ห่อหุ้มอยู่2 ชนิดคือ H และ N( two surface antigens: hemagglutinin (H) and neuraminidase (N).) influenza type A เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ส่วน Type B มีเพียงกลุ่มเดียว ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจะป้องกันได้เฉพาะกลุ่ม
การเรียกชื่อไวรัส
การเรียกชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาศัยหลักเกณฑ์ดังนี้้
1.    Type ให้ใช้ A,B,C กรณีที่เป็น Type A จะแยกเป็น 2 ชนิดคือ H,N antigen และแต่ละชนิดยังแยกเป็นย่อย
2.    แหล่งกำเนิดโรค
3.    ลำดับพันธุ์ที่แยกเชื้อได้
4.    ปี ค.ศ.ที่แยกได้
5.    สำหรับ influenza A ให้บอกชนิดย่อย ของ H และN แอนติเจน
ตัวอย่าง Influenza virus A/Hong kong/1/68/[H3N2]
การติดต่อ
เชื้อนี้จะติดต่อไดง่ายการติดต่อสามารถติดต่อได้โดย
1.    เชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยการหายใจได้รับน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูกและปาก
2.    การที่คนได้สัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรคเช่นผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ การจูบ
3.    การที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วขยี้ตาหรือเอาเข้าปาก
อาการของโรค
1.    ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ระยะฟักตัว 1-4วัน โดยเฉลี่ย 2 วัน
•    ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างฉับพลัน
•    เบื่ออาหาร คลื่นไส้
•     ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
•    ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา
•    ไข้สูง 39-40 ํ c
•    เจ็บคอและคอแดงมีน้ำมูกใสไหล
•    ไอแห้งๆ
•    ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง
•    อาการอาเจียน หรือท้องเดิน ไข้เป็น 2-4 วันแล้วค่อยๆลดลงแต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่โดยทั่วไปจะหายใน 1 สัปดาห์
2.    สำหรับรายที่เป็นรุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อนมักจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ระบบอื่นด้วยเช่น
•    อาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หรืออาการหัวใจวาย ผู้ป่วยจะเหนื่อยหอบ
•    ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบผู้ป่วยจะปวดศีรษะมาก และซึมลง
•    ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ และปอดบวมผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อย
โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายมีอาการไอ และปวดตามตัวนาน 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวม และโรคหัวใจหรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
ระยะติดต่อ
•    ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ
•    ห้าวันหลังจากมีอาการ
•    ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่จะอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลักโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ การวินิจฉัยที่แน่นอนอาจจะทำได้ 2 วิธีคือ
1.    นำไม้พันสำลีแหย่ที่คอหรือจมูกแล้วนำไปเพาะเชื้อ
2.    เจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโดยต้องเจาะ 2 ครั้งห่างกัน 2 ชั่วโมงแล้วเปรียบการเพิ่มของภูมิต่อเชื้อ
3.    การตรวจหา Antigen
4.    การตรวจโดยวิธี PCR,Imunofluorescent
โรคแทรกซ้อน
1.    ติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้ปอดบวม ฝีในปอด หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด
2.    ไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ ผลต่อมารดามักเป็นชนิดรุนแรงและมีอาการมาก ผลต่อเด็กอาจจะทำให้แท้ง
การรักษา
ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนท่านผู้อ่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้าน
•    ให้นอนพักไม่ควรออกกำลังกาย
•    ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้หรือน้ำซูปหรืออาจจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วยแต่ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวเพราะจะทำให้ท่านขาดเกลือแร่ได้ หรืออาจจะเตรียมโดยใช้น้ำข้าวใส่เกลือและน้ำตาลก็ได้
•    การรักษาตามอาการ และการประคับประคอง
•    ลดไข้ด้วยยาลดไข้ เช่น paracetamolไม่ควรให้ aspirinในคนที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปีเพราะอาจจะทำให้เกิด Reye syndrome
•    ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ
•    ถ้าไอมากอาจจะซื้อยาแก้ไอรับประทาน
•    สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจใช้น้ำ1แก้วผสมกับเกลือ 1 ช้อนกรวกคอแต่ห้ามดื่ม
•    สำหรับท่านที่มีอาการคัดจมูกอาจจะใช้ไอน้ำช่วยวิธีง่ายคือต้มน้ำร้อนแล้ให้นั่งหน้ากาน้ำเอาผ้าคลุมศีรษะและสูดดมไอน้ำ อาจจะใส่ vick หรือขิงลงไปเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก
•    อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆเพราะจะทำให้เชื้อลุกลาม
•    ใหล้างมือบ่อยๆเมื่อออกนอกบ้าน ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไขหวัดใหญ่ให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ ลูกบิดประตู เป็นต้น
•    เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือ ทิสซูู่่ปิดปาก
•    ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงจากที่สาธารณะ
ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อไร
ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้และท่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้านแต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวท่าน
ในเด็กควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อ
•    ไข้สูงและเป็นนาน
•    ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5ํ c
•    หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
•    มีอาการมากกว่า 7 วัน
•    ผิวสีม่วง
•    เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ
•    เด็กซึมลง ไม่เล่น
•    เด็กไข้ลดลง แต่หายใจหอบ
สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่
•    ไข้สูงและเป็นมานาน
•    หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ
•    เจ็บหรือแน่นหน้าอก
•    หน้ามืดเป็นลม
•    สับสน
•    อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้
ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์ทันทีที่เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้แก่
•    ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน หอบหืด มะเร็งเป็นต้น
•    คนท้อง
•    ผู้ป่วยโรคเอดส์
•    ผู้ทีพักในสถานเลี้ยงคนชรา
•    ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี
ผู้ป่วยไขหวัดใหญ่ที่มีอาการต่อไปนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล
•    มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
•    ไอแล้วเสมหะมีเลือดปน
•    หายใจลำบาก หายใจหอบ
•    สีริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียว
•    ไข้สูงมากผู้ป่วยเพ้อ
•    มีอาการไข้ และไอหลังจากที่อาการไข้หวัดใหญ่หายไปแล้ว
การรักษาในโรงพยาบาล
•    ผู้ป่วยที่ขาดน้ำแพทย์จะให้น้ำเกลือ
•    ผู้ป่วยเหล่านี้ควรได้รับยา amantadine และ rimantadine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของโรคยานี้ควรให้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการและให้ต่อ 5-7 วัน ยานี้ไม่ช่วยลดโรคแทรกซ้อน
•    ถ้ามีอาการคัดจมูกแพทย์จะให้ยาลดน้ำมูก
•    ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนก็ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วัน ไข้จะหายใน 7 วัน อาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้นาน1-2 สัปดาห์
การป้องกัน
•    ล้างมือบ่อยๆ
•    หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา
•    อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่นผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
•    หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด เมื่อเวลาเจ็บป่วย
•    ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย
•    เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูก
โดยการฉีดวัคซีน
การป้องกันที่ดีคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดที่แขนปีละครั้ง หลังฉีด 2สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงจะสูงพอป้องกันการติดเชื้อแต่การฉีดจะเลือกผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนคือ
•    ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี
•    ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ
•    ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
•    ผู้ป่วยโรคเอดส์
•    หญิงตั้งครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปและมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา
•    เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
•    สมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคเรื้อรัง
•    นักเรียนที่อยู่รวมกัน
•    ผู้ที่จะไปเที่ยวยังแหล่งระบาดของไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ที่ต้องการลดอัตราการติดเช้ื้อ
การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษา
•    Amantadine and Ramantadine เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาไวรัสไๆข้หวัดใหญ่ชนิด A ไม่ครอบคลุมชนิด B
•    Zanamivir Oseltamivir เป็นยาที่รักษาได้ทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A,B
•    การให้ยาภายใน 2 วันหลังเกิดอาการจะลดระยะเวลาเป็นโรค
จะใช้ยารักษาไข้หวัดกับคนกลุ่มใด
เราจะใช้ยากับคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคกลุ่มที่ควรจะได้รับยารักษาได้แก่
•    คนที่อายุมากกว่า 65 ปี
•    เด็กอายุ 6-23 เดือน
•    คนท้อง
•    คนที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ
การให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
ยาที่่ได้รับการรับรองว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ Amantadine Ramantadine Oseltamivir วิธีการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน แต่ก็มีบางกรณีที่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนไม่ทัน ทำให้ต้องได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
•    ผู้ที่ดูดแลกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ควรจะได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
•    ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่นโรคเอดส์
•    กลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่อยากเป็นโรค

Influenza ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดต่างกันอย่างไร
ไข้หวัดใหญ่พบมากทุกอายุ โดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการตายมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ป้องกันได้ผลมากที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน และลดการหยุดงาน ไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัสทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหลมีไข้ไม่สูง สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อที่เรียกว่า influenza virusเป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจจะลามลงไปปอด ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างเร็ว  ไข้สูงกว่าไข้หวัด ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างฉับพลัน
ในปี คศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้
1.    ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ปี,เด็กอายุ 6-23 เดือน,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรคประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน
2.    เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย
3.    ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001
4.    ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ DNA ไวรัสในกลุ่ม  influenza virus type A,B,C สำหรับ type A ยังมีแอนติเจนที่ห่อหุ้มอยู่2 ชนิดคือ H และ N( two surface antigens: hemagglutinin (H) and neuraminidase (N).) influenza type A เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ส่วน Type B มีเพียงกลุ่มเดียว ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจะป้องกันได้เฉพาะกลุ่ม
การเรียกชื่อไวรัส
การเรียกชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาศัยหลักเกณฑ์ดังนี้้
1.    Type ให้ใช้ A,B,C กรณีที่เป็น Type A จะแยกเป็น 2 ชนิดคือ H,N antigen และแต่ละชนิดยังแยกเป็นย่อย
2.    แหล่งกำเนิดโรค
3.    ลำดับพันธุ์ที่แยกเชื้อได้
4.    ปี ค.ศ.ที่แยกได้
5.    สำหรับ influenza A ให้บอกชนิดย่อย ของ H และN แอนติเจน
ตัวอย่าง Influenza virus A/Hong kong/1/68/[H3N2]
การติดต่อ
เชื้อนี้จะติดต่อไดง่ายการติดต่อสามารถติดต่อได้โดย
1.    เชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยการหายใจได้รับน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูกและปาก
2.    การที่คนได้สัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรคเช่นผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ การจูบ
3.    การที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วขยี้ตาหรือเอาเข้าปาก
อาการของโรค
1.    ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ระยะฟักตัว 1-4วัน โดยเฉลี่ย 2 วัน
•    ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างฉับพลัน
•    เบื่ออาหาร คลื่นไส้
•     ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
•    ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา
•    ไข้สูง 39-40 ํ c
•    เจ็บคอและคอแดงมีน้ำมูกใสไหล
•    ไอแห้งๆ
•    ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง
•    อาการอาเจียน หรือท้องเดิน ไข้เป็น 2-4 วันแล้วค่อยๆลดลงแต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่โดยทั่วไปจะหายใน 1 สัปดาห์
2.    สำหรับรายที่เป็นรุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อนมักจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ระบบอื่นด้วยเช่น
•    อาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หรืออาการหัวใจวาย ผู้ป่วยจะเหนื่อยหอบ
•    ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบผู้ป่วยจะปวดศีรษะมาก และซึมลง
•    ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ และปอดบวมผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อย
โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายมีอาการไอ และปวดตามตัวนาน 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวม และโรคหัวใจหรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
ระยะติดต่อ
•    ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ
•    ห้าวันหลังจากมีอาการ
•    ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่จะอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลักโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ การวินิจฉัยที่แน่นอนอาจจะทำได้ 2 วิธีคือ
1.    นำไม้พันสำลีแหย่ที่คอหรือจมูกแล้วนำไปเพาะเชื้อ
2.    เจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโดยต้องเจาะ 2 ครั้งห่างกัน 2 ชั่วโมงแล้วเปรียบการเพิ่มของภูมิต่อเชื้อ
3.    การตรวจหา Antigen
4.    การตรวจโดยวิธี PCR,Imunofluorescent
โรคแทรกซ้อน
1.    ติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้ปอดบวม ฝีในปอด หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด
2.    ไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ ผลต่อมารดามักเป็นชนิดรุนแรงและมีอาการมาก ผลต่อเด็กอาจจะทำให้แท้ง
การรักษา แผ่นแปะปิดฝ่าเท้า
ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนท่านผู้อ่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้าน
•    ให้นอนพักไม่ควรออกกำลังกาย
•    ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้หรือน้ำซูปหรืออาจจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วยแต่ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวเพราะจะทำให้ท่านขาดเกลือแร่ได้ หรืออาจจะเตรียมโดยใช้น้ำข้าวใส่เกลือและน้ำตาลก็ได้
•    การรักษาตามอาการ และการประคับประคอง
•    ลดไข้ด้วยยาลดไข้ เช่น paracetamolไม่ควรให้ aspirinในคนที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปีเพราะอาจจะทำให้เกิด Reye syndrome
•    ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ
•    ถ้าไอมากอาจจะซื้อยาแก้ไอรับประทาน
•    สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจใช้น้ำ1แก้วผสมกับเกลือ 1 ช้อนกรวกคอแต่ห้ามดื่ม
•    สำหรับท่านที่มีอาการคัดจมูกอาจจะใช้ไอน้ำช่วยวิธีง่ายคือต้มน้ำร้อนแล้ให้นั่งหน้ากาน้ำเอาผ้าคลุมศีรษะและสูดดมไอน้ำ อาจจะใส่ vick หรือขิงลงไปเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก
•    อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆเพราะจะทำให้เชื้อลุกลาม
•    ใหล้างมือบ่อยๆเมื่อออกนอกบ้าน ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไขหวัดใหญ่ให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ ลูกบิดประตู เป็นต้น
•    เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือ ทิสซูู่่ปิดปาก
•    ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงจากที่สาธารณะ
ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อไร
ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้และท่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้านแต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวท่าน
ในเด็กควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อ
•    ไข้สูงและเป็นนาน
•    ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5ํ c
•    หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
•    มีอาการมากกว่า 7 วัน
•    ผิวสีม่วง
•    เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ
•    เด็กซึมลง ไม่เล่น
•    เด็กไข้ลดลง แต่หายใจหอบ
สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่
•    ไข้สูงและเป็นมานาน
•    หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ
•    เจ็บหรือแน่นหน้าอก
•    หน้ามืดเป็นลม
•    สับสน
•    อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้
ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์ทันทีที่เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้แก่
•    ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน หอบหืด มะเร็งเป็นต้น
•    คนท้อง
•    ผู้ป่วยโรคเอดส์
•    ผู้ทีพักในสถานเลี้ยงคนชรา
•    ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี
ผู้ป่วยไขหวัดใหญ่ที่มีอาการต่อไปนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล
•    มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
•    ไอแล้วเสมหะมีเลือดปน
•    หายใจลำบาก หายใจหอบ
•    สีริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียว
•    ไข้สูงมากผู้ป่วยเพ้อ
•    มีอาการไข้ และไอหลังจากที่อาการไข้หวัดใหญ่หายไปแล้ว
การรักษาในโรงพยาบาล
•    ผู้ป่วยที่ขาดน้ำแพทย์จะให้น้ำเกลือ
•    ผู้ป่วยเหล่านี้ควรได้รับยา amantadine และ rimantadine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของโรคยานี้ควรให้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการและให้ต่อ 5-7 วัน ยานี้ไม่ช่วยลดโรคแทรกซ้อน
•    ถ้ามีอาการคัดจมูกแพทย์จะให้ยาลดน้ำมูก
•    ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนก็ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วัน ไข้จะหายใน 7 วัน อาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้นาน1-2 สัปดาห์
การป้องกัน
•    ล้างมือบ่อยๆ
•    หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา
•    อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่นผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
•    หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด เมื่อเวลาเจ็บป่วย
•    ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย
•    เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูก
โดยการฉีดวัคซีน
การป้องกันที่ดีคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดที่แขนปีละครั้ง หลังฉีด 2สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงจะสูงพอป้องกันการติดเชื้อแต่การฉีดจะเลือกผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนคือ
•    ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี
•    ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ
•    ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
•    ผู้ป่วยโรคเอดส์
•    หญิงตั้งครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปและมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา
•    เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
•    สมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคเรื้อรัง
•    นักเรียนที่อยู่รวมกัน
•    ผู้ที่จะไปเที่ยวยังแหล่งระบาดของไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ที่ต้องการลดอัตราการติดเช้ื้อ
การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษา
•    Amantadine and Ramantadine เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาไวรัสไๆข้หวัดใหญ่ชนิด A ไม่ครอบคลุมชนิด B
•    Zanamivir Oseltamivir เป็นยาที่รักษาได้ทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A,B
•    การให้ยาภายใน 2 วันหลังเกิดอาการจะลดระยะเวลาเป็นโรค
จะใช้ยารักษาไข้หวัดกับคนกลุ่มใด
เราจะใช้ยากับคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคกลุ่มที่ควรจะได้รับยารักษาได้แก่
•    คนที่อายุมากกว่า 65 ปี
•    เด็กอายุ 6-23 เดือน
•    คนท้อง
•    คนที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ
การให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
ยาที่่ได้รับการรับรองว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ Amantadine Ramantadine Oseltamivir วิธีการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน แต่ก็มีบางกรณีที่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนไม่ทัน ทำให้ต้องได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
•    ผู้ที่ดูดแลกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ควรจะได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
•    ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่นโรคเอดส์
•    กลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่อยากเป็นโรค

Influenza ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดต่างกันอย่างไร
ไข้หวัดใหญ่พบมากทุกอายุ โดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการตายมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่ป้องกันได้ผลมากที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน และลดการหยุดงาน ไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัสทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหลมีไข้ไม่สูง สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อที่เรียกว่า influenza virusเป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจซึ่งอาจจะลามลงไปปอด ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างเร็ว  ไข้สูงกว่าไข้หวัด ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างฉับพลัน
ในปี คศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้
1.    ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ปี,เด็กอายุ 6-23 เดือน,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรคประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน
2.    เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย
3.    ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001
4.    ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ DNA ไวรัสในกลุ่ม  influenza virus type A,B,C สำหรับ type A ยังมีแอนติเจนที่ห่อหุ้มอยู่2 ชนิดคือ H และ N( two surface antigens: hemagglutinin (H) and neuraminidase (N).) influenza type A เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ส่วน Type B มีเพียงกลุ่มเดียว ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจะป้องกันได้เฉพาะกลุ่ม
การเรียกชื่อไวรัส
การเรียกชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาศัยหลักเกณฑ์ดังนี้้
1.    Type ให้ใช้ A,B,C กรณีที่เป็น Type A จะแยกเป็น 2 ชนิดคือ H,N antigen และแต่ละชนิดยังแยกเป็นย่อย
2.    แหล่งกำเนิดโรค
3.    ลำดับพันธุ์ที่แยกเชื้อได้
4.    ปี ค.ศ.ที่แยกได้
5.    สำหรับ influenza A ให้บอกชนิดย่อย ของ H และN แอนติเจน
ตัวอย่าง Influenza virus A/Hong kong/1/68/[H3N2]
การติดต่อ
เชื้อนี้จะติดต่อไดง่ายการติดต่อสามารถติดต่อได้โดย
1.    เชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยการหายใจได้รับน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูกและปาก
2.    การที่คนได้สัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรคเช่นผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ การจูบ
3.    การที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วขยี้ตาหรือเอาเข้าปาก
อาการของโรค
1.    ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ระยะฟักตัว 1-4วัน โดยเฉลี่ย 2 วัน
•    ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างฉับพลัน
•    เบื่ออาหาร คลื่นไส้
•     ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
•    ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา
•    ไข้สูง 39-40 ํ c
•    เจ็บคอและคอแดงมีน้ำมูกใสไหล
•    ไอแห้งๆ
•    ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง
•    อาการอาเจียน หรือท้องเดิน ไข้เป็น 2-4 วันแล้วค่อยๆลดลงแต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่โดยทั่วไปจะหายใน 1 สัปดาห์
2.    สำหรับรายที่เป็นรุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อนมักจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ระบบอื่นด้วยเช่น
•    อาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หรืออาการหัวใจวาย ผู้ป่วยจะเหนื่อยหอบ
•    ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบผู้ป่วยจะปวดศีรษะมาก และซึมลง
•    ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ และปอดบวมผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อย
โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายมีอาการไอ และปวดตามตัวนาน 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวม และโรคหัวใจหรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
ระยะติดต่อ
•    ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ
•    ห้าวันหลังจากมีอาการ
•    ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่จะอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลักโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ การวินิจฉัยที่แน่นอนอาจจะทำได้ 2 วิธีคือ
1.    นำไม้พันสำลีแหย่ที่คอหรือจมูกแล้วนำไปเพาะเชื้อ
2.    เจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโดยต้องเจาะ 2 ครั้งห่างกัน 2 ชั่วโมงแล้วเปรียบการเพิ่มของภูมิต่อเชื้อ
3.    การตรวจหา Antigen
4.    การตรวจโดยวิธี PCR,Imunofluorescent
โรคแทรกซ้อน
1.    ติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้ปอดบวม ฝีในปอด หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด
2.    ไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ ผลต่อมารดามักเป็นชนิดรุนแรงและมีอาการมาก ผลต่อเด็กอาจจะทำให้แท้ง
การรักษา
ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนท่านผู้อ่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้าน
•    ให้นอนพักไม่ควรออกกำลังกาย
•    ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้หรือน้ำซูปหรืออาจจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วยแต่ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวเพราะจะทำให้ท่านขาดเกลือแร่ได้ หรืออาจจะเตรียมโดยใช้น้ำข้าวใส่เกลือและน้ำตาลก็ได้
•    การรักษาตามอาการ และการประคับประคอง
•    ลดไข้ด้วยยาลดไข้ เช่น paracetamolไม่ควรให้ aspirinในคนที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปีเพราะอาจจะทำให้เกิด Reye syndrome
•    ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ
•    ถ้าไอมากอาจจะซื้อยาแก้ไอรับประทาน
•    สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจใช้น้ำ1แก้วผสมกับเกลือ 1 ช้อนกรวกคอแต่ห้ามดื่ม
•    สำหรับท่านที่มีอาการคัดจมูกอาจจะใช้ไอน้ำช่วยวิธีง่ายคือต้มน้ำร้อนแล้ให้นั่งหน้ากาน้ำเอาผ้าคลุมศีรษะและสูดดมไอน้ำ อาจจะใส่ vick หรือขิงลงไปเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก
•    อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆเพราะจะทำให้เชื้อลุกลาม
•    ใหล้างมือบ่อยๆเมื่อออกนอกบ้าน ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไขหวัดใหญ่ให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ ลูกบิดประตู เป็นต้น
•    เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือ ทิสซูู่่ปิดปาก
•    ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงจากที่สาธารณะ
ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อไร
ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้และท่านสามารถดูแลตัวเองที่บ้านแต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวท่าน
ในเด็กควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อ
•    ไข้สูงและเป็นนาน
•    ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5ํ c
•    หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
•    มีอาการมากกว่า 7 วัน
•    ผิวสีม่วง
•    เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ
•    เด็กซึมลง ไม่เล่น
•    เด็กไข้ลดลง แต่หายใจหอบ
สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่
•    ไข้สูงและเป็นมานาน
•    หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ
•    เจ็บหรือแน่นหน้าอก
•    หน้ามืดเป็นลม
•    สับสน
•    อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้
ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์ทันทีที่เป็นไข้หวัดใหญ่เนื่องจากโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้แก่
•    ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน หอบหืด มะเร็งเป็นต้น
•    คนท้อง
•    ผู้ป่วยโรคเอดส์
•    ผู้ทีพักในสถานเลี้ยงคนชรา
•    ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปี
ผู้ป่วยไขหวัดใหญ่ที่มีอาการต่อไปนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล
•    มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
•    ไอแล้วเสมหะมีเลือดปน
•    หายใจลำบาก หายใจหอบ
•    สีริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียว
•    ไข้สูงมากผู้ป่วยเพ้อ
•    มีอาการไข้ และไอหลังจากที่อาการไข้หวัดใหญ่หายไปแล้ว
การรักษาในโรงพยาบาล
•    ผู้ป่วยที่ขาดน้ำแพทย์จะให้น้ำเกลือ
•    ผู้ป่วยเหล่านี้ควรได้รับยา amantadine และ rimantadine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของโรคยานี้ควรให้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการและให้ต่อ 5-7 วัน ยานี้ไม่ช่วยลดโรคแทรกซ้อน
•    ถ้ามีอาการคัดจมูกแพทย์จะให้ยาลดน้ำมูก
•    ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนก็ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วัน ไข้จะหายใน 7 วัน อาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้นาน1-2 สัปดาห์
การป้องกัน
•    ล้างมือบ่อยๆ
•    หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา
•    อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่นผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
•    หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด เมื่อเวลาเจ็บป่วย
•    ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย
•    เวลาไอหรือจามให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูก
โดยการฉีดวัคซีน
การป้องกันที่ดีคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดที่แขนปีละครั้ง หลังฉีด 2สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงจะสูงพอป้องกันการติดเชื้อแต่การฉีดจะเลือกผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนคือ
•    ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี
•    ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ
•    ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
•    ผู้ป่วยโรคเอดส์
•    หญิงตั้งครรภ์ 3 เดือนขึ้นไปและมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา
•    เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
•    สมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคเรื้อรัง
•    นักเรียนที่อยู่รวมกัน
•    ผู้ที่จะไปเที่ยวยังแหล่งระบาดของไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ที่ต้องการลดอัตราการติดเช้ื้อ
การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษา
•    Amantadine and Ramantadine เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาไวรัสไๆข้หวัดใหญ่ชนิด A ไม่ครอบคลุมชนิด B
•    Zanamivir Oseltamivir เป็นยาที่รักษาได้ทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A,B
•    การให้ยาภายใน 2 วันหลังเกิดอาการจะลดระยะเวลาเป็นโรค
จะใช้ยารักษาไข้หวัดกับคนกลุ่มใด
เราจะใช้ยากับคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคกลุ่มที่ควรจะได้รับยารักษาได้แก่
•    คนที่อายุมากกว่า 65 ปี
•    เด็กอายุ 6-23 เดือน
•    คนท้อง
•    คนที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ
การให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
ยาที่่ได้รับการรับรองว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ Amantadine Ramantadine Oseltamivir วิธีการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน แต่ก็มีบางกรณีที่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่
•    ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนไม่ทัน ทำให้ต้องได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
•    ผู้ที่ดูดแลกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ควรจะได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค
•    ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่นโรคเอดส์
•    กลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่อยากเป็นโรค

Foot Patch

Posted on กันยายน 19, 2012, in บทความ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: