Hepatitis B Vires (H.B.V)

Hepatitis B Vires (H.B.V)

1. โรคตับอักเสบ B คืออะไร

โรคตับอักเสบ B คือ การอักเสบของเซลส์ตับ อันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
B (H.B.V) การอักเสบจะทำให้เซลส์ตับตาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็งและมะเร็งตับได้ สาเหตุมีหลายอย่าง เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา, โปรโตซัว หรือหนอนพยาธิ นอกจากนี้อาจเกิดจากยาและสารพิษ แต่สาเหตุที่พบมากบ่อยที่สุด ในประเทศแถบเอเชีย คือ ติดเชื้อจากไวรัส

 

2. ไวรัสตับอักเสบ มีความสำคัญกับเราหรือไม่

ในประเทศไทยคาดว่าประชากรร้อยละ 5 มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หมายถึงว่า
ประชากรประมาณ 3 ล้านคน มีไวรัสชนิดนี้พร้อมที่จะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเจ็บป่วยกับผู้ติดเชื้อ

 

3. กลไกในการเกิดตับอักเสบ

เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ร่างกายจะมีการตอบสนอง สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานทั้งระบบ CTL (cytoxict lymphocytes) และ  humorol คือ Antibody  CTL จะมีความสำคัญมาก ในทางกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ที่อยู่ในเซลส์ตับ แต่ถ้าทำลายพร้อมกันมาก ๆ ก็จะเกิดตับวายขึ้น แต่ถ้าไม่มากก็เป็นเพียงตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งต่อมาร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันในระบบ humoral ต่อ HBs และจะมีภูมิคุ้มกันตลอดไป ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อแล้วเป็น พาหะ แสดงว่าระดับภูมิคุ้มกันไม่สามารถไปทำลายเซลส์ตับ ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B

 

4. อาการและอาการแสดง

ระยะฟักตัวของโรคตับอักเสบไวรัส B ประมาณ 45 – 80 วัน เฉลี่ย 60 –  90 วัน ส่วนน้อยของโรคนี้ประมาณ 2 ใน 5 ของผู้ป่วย จะเกิดอาการตับวายแบบเฉียบพลัน หากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ระยะแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการอะไรเลย หรือเพียงมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีไข้ต่ำ ๆ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ตา ตัวเหลือง หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน ปัสสาวะสีซีด อาจมีท้องเดินอ่อน ๆ ผิวหนังคัน ตับและม้ามอาจโตเล็กน้อย อาการนี้จะปรากฏอยู่ 2 – 3 สัปดาห์ และหายเป็นปกติใน 4 – 6 สัปดาห์ เพราะร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดไวรัสตับอักเสบ B ออกไป พร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ซ้ำอีก ผู้ป่วยร้อยละ 5 – 10 อาจโชคไม่ดี ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ การติดเชื้อเรื้อรังโดยเฉพาะหากได้รับเชื้อตับอักเสบ B ตั้งแต่เด็ก ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการหากตรวจเลือด พบว่ามีเชื้ออยู่ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการอักเสบของตับร่วมอยู่ด้วย ซึ่งถ้าอักเสบตลอดเวลา จะทำให้มีการตายของเชลส์ตับ เกิดมีพังผืดเพิ่มมากขึ้น จนเป็นตับแข็งในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจกลายเป็นมะเร็งตับซ้ำเติม

 

5. การติดต่อ

ไวรัสตับอักเสบ B สามารถติดต่อได้ทั้งทางปาก และทาง parenteral เช่น การให้เลือด,
เข็มฉีดยา, การฝังเข็ม และเครื่องมือต่าง ๆ ที่เปื้อนเชื้อโรค เชื้อไวรัสอักเสบ B สามารถตรวจพบได้ในน้ำตา น้ำมูกในโพรงจมูก, น้ำอสุจิ, เยื่อเมือก ช่องคลอด, เลือดประจำเดือน และน้ำคร่ำ ดังนั้นจึงสามารถติดต่อได้เมื่อมีการสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ที่มีเชื้อโรคดังกล่าว การรับประทานเอาเชื้อโรคเข้าไป ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการติดโรค แต่โอกาศดังกล่าว เกิดขึ้นน้อยมาก เชื้อจะติดต่อได้หลายสัปดาห์ ตราบเท่าที่ยังตรวจพบ HBsAg ก่อนเริ่มมีอาการป่วย ถ้าอยู่ในสภาพพาหะเรื้อรังติดเป็นปี

 

6. การป้องกันตับอักเสบ B

6.1 ในด้านการแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ ต้องระมัดระวังเครื่องใช้ทางการแพทย์ให้สะอาดปราศจากเชื้อไวรัส เช่น เข็มฉีดยา เครื่องมือผ่าตัด เครื่องมือถอนฟัน โลหิตที่ได้รับบริจาค
ก็ต้องตรวจหาไวรัสก่อนจ่ายให้ผู้อื่น

6.2 ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสอักเสบ B ต้องระมัดระวัง  ไม่ให้เลือดของตัวเองไปสัมผัสกับคนอื่น รวมทั้งการร่วมเพศควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

6.3 หญิงตั้งครรถ์ ควรได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด B โดยเฉพาะในช่วงครรภ์ 3 เดือนก่อนคลอด ถ้าพบจะได้ทำการฉีดวัคซีนและเซรุ่มใช้ให้แก่ทารกที่คลอดออกมาภายใน 2 – 3 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้ออย่างได้ผล

7. ผลร้ายของการเป็นโรคตับอักเสบ B

คนเป็นโรคตับอักเสบ B ส่วนใหญ่จะหายได้ มีเพียง 10 – 20 % ที่มีเชื้อไวรัสในเลือดและตับต่อไปเป็นปี ๆ หรือเป็นอยู่ตลอดชีวิต โดยไม่มีอาการอะไรเลย เรียกคนกลุ่มนี้ ว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาในด้านสาธารณสุข ในการแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อ ๆ ไป

เชื้อตับอักเสบ B จะมีอาการอักเสบเรื้อรังของตับ จะตรวจพบได้โดยการเจาะเลือด ดูการทำงานของตับ หรือดูดเจาะเนื้อตับไปส่องกล้องดูเชื้อ คนที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง อาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ หรืออาจมีอาการอ่อนเพลียเป็นพัก ๆ บางครั้งอาจมีดีซ่านเล็กน้อย บางคนมีตุ่มสิว
ตุ่มหนอง พุพองตามตัว เมื่อปล่อยไปนาน ๆ บางรายอาจตายด้วยตับแข็ง ตับวาย ท้องมาน อาเจียน อุจจาระเป็นเลือด และเสียชีวิตไปในที่สุด

 

8. แพทย์สามารถวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบได้อย่างไร

การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ B ปัจจุบันทำได้ง่ายมาก เพียงตรวจเลือดในปริมาณเล็กน้อย เพื่อหาเปลือกของไวรัส (HBsAg) ก็จะทราบว่ามีไวรัสอักเสบ B ในคนไข้ แพทย์อาจตรวจหาหลักฐาน ว่ามีตับอักเสบหรือไม่ โดยการตรวจระดับเอ็นไซม์ของตับ (AST/ALT) ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์อาจนัดตรวจ 1 – 2 ครั้ง ในเวลาห่างกันทุก ๆ 1 – 2 เดือน ก็จะทราบได้ว่าท่าน
มีตับอักเสบเรื้อรังหรือไม่ นอกจากนั้นแพทย์อาจตรวจปริมาณไวรัส โดยทางอ้อมด้วยการตรวจ HBcAg หรือการตรวจนับไวรัสในเลือดโดยตรง เพื่อประเมินปริมาณไวรัสก่อนการรักษา
แพทย์อาจตรวจชิ้นเนื้อตับ โดยใช้เข็มที่มีขนาดเล็ก เจาะผ่านผิวหนังหลังจากฉีดยาชา ซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อนี้ จะให้ข้อมูลที่สำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการอักเสบของตับ

 

9. การตรวจพบว่าเป็นตับอักเสบ B ชนิดเรื้อรังจะทำอย่างไร

ในปัจจุบันมีการรักษาที่ได้ผลในการลดการอักเสบของตับอยู่หลายวิธี ทั้งโดยยาฉีดอินเตอร์เฟียรอน หรือยารับประทาน ลามิวดีน ทั้งสองอย่าง สามารถลดปริมาณของไวรัส ลดการอักเสบของตับ ทำให้เอนไซด์ของตับกลับสู่ภาวะปกติ ยังอาจลดเนื้อเยื่อพังผืดในตับ ป้องกันการเกิดตับแข็งหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ (อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์) นอกจากนั้น ท่านควรปฏิบัติตัวโดยการรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรงดดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น พร้อมไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจการทำงานของตับ บุคคลที่ต้องการมีคู่สมรสควรตรวจ
คู่สมรสของท่าน ก่อนแต่งงาน หากยังไม่มีภูมิคุ้มกันควรได้รับการฉีดวัคซีน ทารกทุกรายจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อจากมารดาอยู่แล้ว และมารดาก็สามารถให้นมบุตรได้ตามปรกติ

 

10. การรักษาไวรัสตับอักเสบ B เรื้อรังด้วยสมุนไพร

ข้อมูลการรักษาในสัตว์ทดลองและในคน คือ หญ้าลูกใต้ใบ (phyllanthus amarus หรือ
P. nirari)  พอขึ้นในฤดูฝน โดยก่อนนำมาใช้รักษาโรคดีซ่าน จากผลการทดลองใช้ในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ B ในผู้ป่วยเรื้อรังได้ผล 59 % โดยนำทั้งต้น ราก ใบ ดอก และผล มาตากแห้งแล้วบดใส่แคปซูล 200 mg ให้ 1 แคปซูล 3 ครั้ง นาน 1 เดือน


11. วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B

Krugman และคณะ สามารถผลิตวัคซีนได้ในปี 2513 ชาวออสเตรเลีย ปัจจุบันวัคซีนที่ใช้ ทำมาจากพลาสมาของผู้มีเชื้อ HBsAg ที่ไม่มีอาการนำมาแยกส่วนที่เป็น HBsAg ออกแล้วทำลายเชื้อไวรัสด้วย formaldehyde ฉีด สามารถกระตุ้นให้ร่างกายป้องกันการติดเชื้อได้

ปัจจุบันวัคซีนแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ใหญ่ ๆ คือ ที่ทำมาจากพลาสมา (น้ำเหลือง) ของคน กับชนิดที่ผลิตในยีสต์

การฉีดวัคซีนมี 2 แบบด้วยกัน ตามชนิดของวัคซีน วิธีการที่แตกต่างระหว่างเด็กกับผู้ไหญ่

แบบแรก ฉีดเดือนละเข็ม 2 ครั้ง และเข็มที่ 3 ในเดือนที่ 6

แบบสอง  ฉีดเดือนละเข็ม 3 ครั้ง กระตุ้น 1 ครั้ง เมื่อครบ 1 ปี แบบนี้จะทำให้เกิด

ภูมิต้านทานในปีที่ 2 สูงกว่า  แบบแรก หลังจากนั้นภูมิต้านทานจะค่อย ๆ ลดลง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ แนะนำไห้ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม  ทุก 5–7 ปี

 

12.  ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสอักเสบ B

W.H.O แนะให้ฉีดในทารกแรกเกิดทุกคน ถ้าเป็นไปได้ ส่วนเด็กโตและผู้ใหญ่ ถ้ายังไม่
มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ B โดยการตรวจหา ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเช่นเดียวกัน

 

13. การทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ B มีหลายวิธี

13.1 ต้มในน้ำเดือด 100 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที

13.2 autoclave ผ่านไอน้ำ 121 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว นาน 15 นาที หรืออบที่160 องศาเซลเซียส นาน 12 ชั่วโมง

13.3 แช่ใน 0.5 % sodium hypochlorite นาน 30 นาที

13.4 แช่ใน 40 % formaldehyde นาน 12 ชั่วโมง 70 % alchlohol  นาน 18 ชั่วโมง

13.5 แช่ใน 2 % ของ Alkalinized glutaraldehye นาน 10 ชั่วโมง

13.6 อบก๊าซด้วย ethylene Oxside

 

14. หากสงสัยว่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบ B ควรทำอย่างไร

ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเลือด ซึ่งจะทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ และเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก โปรดอย่าลืมว่าไวรัสตับอักเสบ B สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ถึงแม้จะได้รับเชื้อไปแล้ว มีภาวะตับอักเสบก็ยังรักษาได้โดยการใช้ยา ถึงแม้อาจไม่ได้หมดจากร่างกาย แต่ก็สามารถหยุดหยั่งไม่ให้เกิดการอักเสบ ป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนได้

ยาอึดยาทน หลั่งช้าเร็ว

Posted on เมษายน 8, 2013, in บทความ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: