การใช้ยาต้านจุลชีพ

การใช้ยาต้านจุลชีพ
ยาต้านจุลชีพ(Antimicrobial drugs) หมายถึงสารประกอบเคมีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น จากเชื้อรา หรือจากการสังเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งยานี้จะมีผลไปทำลายหรือต่อต้านเชื้อจุลชีพชนิดอื่น ๆ
ยาปฏิชีวนะ(Antibiotic) หมายถึง สารประกอบเคมีที่ได้จากเชื้อจุลชีพบางชนิดและมีผลยับยั้งหรือทำลายเชื้อจุลชีพอื่น เมื่อใช้ในขนาดความเข้มข้นต่ำ
ยาต้านจุลชีพกึ่งสังเคราะห์ (Semi-synthetic antimicrobial agents) หมายถึง ยาต้านจุลชีพ ที่มีบางส่วนของโมเลกุลแยกได้จากเชื้อจุลชีพชนิดใดชนิดหนึ่ง และส่วนที่เหลือของโมเลกุล ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี
จากคำจัดกัดความข้างต้น สรุปได้ว่า ยาที่ใช้ทำลายเชื้อจุลชีพนั้นหากเป็นยาปฏิชีวนะ(Antibiotic) จะต้องได้มาจากเชื้อจุลชีพ แต่หากเป็นยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial agents) อาจได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมาบางส่วน หรือทั้งหมดก็ได้ ยาต้านจุลชีพ เป็นชื่อที่ใช้เรียกรวม ๆ ซึ่งรวมถึงยาปฏิชีวนะด้วย ยาต้านจุลชีพ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ยาแก้อักเสบ
ภาพ ยาปฏิชีวนะชนิดต่าง ๆ

การแบ่งประเภทของยาต้านจุลชีพ(Classification of antimicrobial drugs)
ยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial drugs) สามารถจัดแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ได้ 4 แบบ คือ
1.แบ่งตามฤทธิ์ของยาต่อเชื้อจุลชีพ(Classification on antimicrobial action)
2.แบ่งตามขอบเขตการออฤทธิ์ของยา(Classification on antimicrobial spectrum)
3.แบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา(Classification on mechanism of action)
4.แบ่งตามสูตรโครงสร้างทางเคมีของยา(Classification on chemical structure)
1.แบ่งตามฤทธิ์ของยาต่อเชื้อจุลชีพ(Classification on antimicrobial action)
หากแบ่งยาต้านจุลชีพ(Antimicrobial agents) ตามฤทธิ์ต่อเชื้อจุลชีพ จะสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1.1 ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง(Bactericidals)
1.2 ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย(Bacteriostatics)
1.1 ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง(Bactericidals)
ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง(Bactericidals) ยากลุ่มนี้ มักออกฤทธิ์ คือ
-ขัดขวางการสร้างผนังเซล (Cell wall) ของเชื้อแบคทีเรีย
-ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เยื่อหุ้มเซล (Cytoplasmic membrane, Cell membrane) ของแบคทีเรีย
-ขัดขวางการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย
ยากลุ่มนี้ จะมีผลต่อเชื้อแบคทีเรียที่กำลังเจริญเติบโตหรือกำลังแบ่งตัว ยากลุ่มนี้ ได้แก่ กลุ่มเพนนิซิลลิน (Penicillin) กลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporin) แวนโคมัยซิน (Vancomycin) กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์ (Aminoglycoside) โพลีมิกซิน (Polymyxin)
1.2 ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย(Bacteriostatics)
ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย(Bacteriostatics) ยากลุ่มนี้ มักออกฤทธิ์ขัดขวางการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้ ได้แก่ คลอแรมเฟนิคอล (Cholramphenical) กลุ่มเตตร้าซัยคลิน (Tetracyclines) กลุ่มซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamide) คลินดามัยซิน (Clindamycin) อีรีโทรมัยซิน (Erythromycin) สไปรามัยซิน (Spiramycin)
การแบ่งยาต้านจุลชีพตามคุณสมบัติของยานี้ อาจไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากยาบางตัว เช่น อีรีโธมัยซิน และ โนโวไบโอซิน หากใช้ความเข้มข้นต่ำ จะมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แต่หากใช้ความเข้มข้นสูง จะออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง จึงทำให้ยาดังกล่าว จัดอยู่ได้ทั้ง 2 กลุ่ม แต่การแบ่งยาต้านจุลชีพวิธีนี้ ให้ประโยชน์ในกรณีใช้ยาต้านจุลชีพร่วมกัน 2 ชนิด คือ
หากใช้ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง 2 ชนิดร่วมกัน เช่น ให้เพนนิซิลลิน และ แวนโคมัยซิน ยาจะเสริมฤทธิ์กัน
หากใช้ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย 2 ชนิดร่วมกัน เช่น เต ตร้าซัยคลิน และ ซัลโฟนาไมด์ จะไม่ทำให้ฤทธิ์ของยาเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด
แต่หากใช้ยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรงร่วมกับยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เช่น เพนนิซิลลิน ร่วมกับ เตตร้าซัยคลิน จะทำให้ฤทธิ์ของยาลดลง คือต้านฤทธิ์กัน
2.แบ่งตามขอบเขตการออฤทธิ์ของยา(Classification on antimicrobial spectrum)
หากแบ่งยาต้านจุลชีพ(Antimicrobial agents) ตามขอบเขตการออฤทธิ์ (Classification on antimicrobial spectrum) จะสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
2.1 กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์แคบ(Narrow spectrum)
2.2 กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์ปานกลาง(Intermediate spectrum)
2.3 กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง(Broad spectrum)
2.1 กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์แคบ(Narrow spectrum)
กลุ่มที่มีของเขตการออกฤทธิ์แคบ(Narrow spectrum) ได้แก่ ยาที่มีฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรีย แกรมบวก ทั้งที่เป็นรูปกลมและรูปแท่ง เช่น กลุ่มเพนนิซิลลิน(Penicillin) ลินโคมัยซิน(Lincomycin) แวนโคมัยซิน(Vancomycin) เบซิเตรซิน(Bacitracin) กลุ่มมาโคไลด์(Macrolide) กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์(Aminogylcoside) โพลีมิกซิน(Polymyxin)
2.2 กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์ปานกลาง(Intermediate spectrum)
กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์ปานกลาง(Intermediate spectrum) ได้แก่ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบบางชนิด เช่น กลุ่มเซฟาโลสปอริน(Cepharosporin) บางตัว
2.3 กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง(Broad spectrum)
กลุ่มที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง(Broad spectrum) ได้แก่ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกรูปกลมและแกรมลบรูปแท่ง เช่น แอมพิซิลลิน(Ampicillin) คาร์เบนิซิลลิน(Cabanicliiln) กลุ่มเซฟาโรสปอริน(Cephalosporin) กลุ่มเตตร้าซัยคลิน(Tetracyclines) คลอแรมเฟนิคอล(Chloramphaniclo) ยาในกลุ่มซัลโฟนาไมด์(Sulfonamide)
3.แบ่งตามกลไกการออฤทธิ์ของยา(Classification on mechanism of action)
หากแบ่งยาต้านจุลชีพ(Antimicrobial agents) ตามกลไกการออกฤทธิ์ (Classification on mechanism of action) จะสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 6 กลุ่ม คือ
3.1 กลุ่มที่มีฤทธิ์ขัดขวางการสร้างผนังเซล(Cell wall) ของแบคทีเรีย
3.2 กลุ่มที่มีผลต่อเยื่อหุ้มเซล(Cell membrane) ของแบคทีเรีย
3.3 กลุ่มที่มีผลขัดขวางการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย
3.4 กลุ่มที่มีผลทำให้ขบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียผิดปกติ
3.5 กลุ่มที่มีผลยับยั้งการสร้างกรดนิวคลีอิค(Nucleic acid) ของแบคทีเรีย
3.6 กลุ่มที่มีผลขัดขวางขบวนการเมตาโบริซึม (Metabolism) ของแบคทีเรีย
3.1 กลุ่มที่มีฤทธิ์ขัดขวางการสร้างผนังเซล(Cell wall) ของแบคทีเรีย
ผนังเซลของแบคทีเรีย จะเป็นส่วนที่อยู่ชั้นนอกสุดของเซล มีลักษณะแข็งและเป็นรู ใช้ป้องกันอันตรายจากภายนอก รวมทั้งป้องกันเซลเมมเบรน(Cell membrane) ของบวมแตก ส่วนประกอบของผนังเซลระหว่างแบคทีเรียแกรมบวกและลบจะต่างกัน แบคทีเรียแกรมลบจะมีผนังเซลซับซ้อนกว่าของแบคทีเรียแกรมบวก ผนังเซลของแบคทีเรียแกรมลบจึงแข็งแรงกว่าและถูกทำลายด้วยยาต้านจุลชีพยากกว่า

ภาพ ผนังเซลของแบคทีเรียแกรมบวก

ภาพ ผนังเซลของแบคทีเรียแกรมลบ

ยากลุ่มที่มีฤทธิ์ขัดขวางการสร้างผนังเซล(Cell wall) ของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้จะทำลายผนังเซลของแบคทีเรีย ทำให้ผนังเซลแตกและแบคทีเรียจะตายทันที ยากลุ่มนี้ จึงจัดเป็นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง (Bactericidals) ยากลุ่มนี้มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากเซลของสัตว์ชั้นสูงทั่วไปไม่มีผนังเซล ยากลุ่มนี้ ได้แก่ กลุ่มเพนนิซิลลิน(Penicillin) กลุ่มเซฟฟาโลสปอริน(Cephalosporin) แวนโคมัยซิน(Vancomycin) เบซิเตรซิน(Bacitracin)
3.2 กลุ่มที่มีผลต่อเยื่อหุ้มเซล(Cell membrane) ของแบคทีเรีย
เยื่อหุ้มเซล(Cell membrane, Cytoplasmic membrane) ของแบคทีเรีย เป็นชั้นที่อยู่ถัดเข้าไปจากผนังเซล เป็นชั้นที่ประกอบไปด้วยโปรตีนและไขมัน หน้าที่หลักของเยื่อหุ้มเซลของแบคทีเรีย คือ ควบคุมส่วนประกอบภายในเซล เป็นตัวขวางกันการซึมออกของสารที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ เช่น กรดอะมิโน และไอออนอนินทรีย์ (Inorganic ion)
ยากลุ่มที่มีผลต่อเยื่อหุ้มเซล(Cell membrane) ของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้ จะทำให้โปรตีนและไอออน รวมถึงของเหลวภายในเซลของแบคทีเรีย ไหลออกมานอกเซล ทำให้แบคทีเรียตายในที่สุด ยากลุ่มนี้ มีพิษมากที่สุด เนื่องจากเซลของสัตว์ก็มีเยื่อหุ้มเซล (Cell membrane) เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากคุณสมบัติของเยื่อหุ้มเซลของสัตว์และของแบคทีเรียแตกต่างกัน ยาจึงมีผลทำลายเยื่อหุ้มเซลของแบคทีเรียมากกว่าทำลายเยื่อหุ้มเซลของสัตว์ ยากลุ่มนี้ ได้แก่ โพลีมิกซิน(Polymyxin) โค ลิสติน(Colistin) แอมโฟเทอริซิน บี(Amphotericin B)
3.3 กลุ่มที่มีผลขัดขวางการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย
กลุ่มที่มีผลขัดขวางการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย ยาจะไปยับยั้งการทำงานของไรโบโซม(Ribosomes) ที่อยู่ในเซลของแบคทีเรีย ไรโบโซม จะทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน เมื่อไรโบโซมถูกขัดขวางการทำงาน จึงไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้ ยากลุ่มนี้ จึงไม่มีผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพียงแต่ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) เท่านั้น จำเป็นต้องใช้ภูมิต้านทานของร่างกายในการทำลายแบคทีเรียที่เหลืออยู่ ยากลุ่มนี้ แบ่งย่อยได้อีกเป็น 2 กลุ่ม คือ
3.3.1 กลุ่มที่ขัดขวางการทำงานของไรโบโซมชนิด 50เอส (50S) ได้แก่ คลอแรมเฟนิคอล(Chloramphenical) คลินดามัยซิน(Clindamycin) อีรีโธมัยซิน(Erythromycin)
3.3.2 กลุ่มที่ขัดขวางการทำงานของไรโบโซมชนิด 30เอส (30S) ได้แก่ กลุ่มเตตร้าซัยคลิน(Tetracycline)

ภาพ การสร้างโปรตีน

หลั่งเร็วช้า ยาอึดทน

3.4 กลุ่มที่มีผลทำให้ขบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียผิดปกติ
กลุ่มที่มีผลทำให้ขบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียผิดปกติ โดยยาจะจับกับไรโบโซมชนิด 30เอส(30S) ในเซลของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียเกิดการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติ ทำให้แบคทีเรียตาย ยากลุ่มนี้ จึงจัดเป็นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง (Bactericidals) ยากลุ่มนี้ ได้แก่ สเปคติโนมัยซิน(Spectinomycin) สเตรปโตมัยซิน(Streptomycin) กาน่ามัยซิน(Kanamycin) นีโอมัยซิน(Neomycin) เจนตามัยซิน(Gentamycin)
3.5 กลุ่มที่มีผลยับยั้งการสร้างกรดนิวคลีอิค(Nucleic acid) ของแบคทีเรีย
กลุ่มที่มีผลยับยั้งการสร้างกรดนิวคลีอิค(Nucleic acid) ของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้ ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถสร้างดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้จึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) ยากลุ่มนี้ ได้แก่ ไรแฟมปิน(Rifampin) เมโทรนิดาโซล กลุ่มควิโนโลน(Quinolone)
3.6 กลุ่มที่มีผลขัดขวางขบวนการเมตาโบริซึม (Metabolism) ของแบคทีเรีย
กลุ่มที่มีผลขัดขวางขบวนการเมตาโบริซึม (Metabolism) ของแบคทีเรีย ยาจะไปยับยั้งขบวนการเมตาโบริซึม (Metabolism) ของกรดโฟลิกของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเจริญเติบโตหรือแบ่งตัวได้ ยากลุ่มนี้จึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) ยากลุ่มนี้ ได้แก่ กลุ่มซัลโฟนาไมด์(Sulfonamide) ไตรเมโทพริม(Trimetroprim)
4.แบ่งตามสูตรโครงสร้างทางเคมีของยา(Classification on chemical structure)
หากแบ่งยาต้านจุลชีพตามสูตรโครงสร้างทางเคมีของยา(Classification on chemical structure) สามารถแบ่งย่อยได้เป็น 13 กลุ่ม คือ
4.1 ยากลุ่มเพนนิซิลลิน(Penicillins)
4.2 ยากลุ่มเซฟาโรสปอริน(Cephalosporin)
4.3 ยากลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์(Aminoglycosides)
4.4 ยากลุ่มอะมิโนไซคริทอล(Aminocyclitol)
4.5 ยากลุ่มเตตร้าซัยคลิน(Tetracyclines)
4.6 ยากลุ่มคลอแรมเฟนิคอล(Chloramphenicol)
4.7 ยากลุ่มซัลโฟนาไมด์(Sulfonamides)
4.8 ยากลุ่มมาโคไลด์(Macrolides)
4.9 ยากลุ่มควิโนโลน(Quinolones)
4.10 ยากลุ่มโพลีเปปไทด์(Polypeptide)
4.11 ยากลุ่มลินโคซาไมด์(Lincosamides)
4.12 ยากลุ่มอนุพันธ์ของไนโตรฟูแรน(Nitrofuran)
4.13 ยาต้านจุลชีพอื่น ๆ
4.1 ยากลุ่มเพนนิซิลลิน(Penicillins)
ยากลุ่มเพนนิซิลลิน(Penicillins) เป็นยาปฏิชีวนะ(Antibiotic) ที่ใช้กันมากว่า 50 ปี สกัดได้จากเชื้อราเพนนิซิลเลียม(Penicillium) ยากลุ่มเพนนิซิลลิน มีฤทธิ์ขัดขวางการสร้างผนังเซล(Cell wall) ของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้จะทำลายผนังเซลของแบคทีเรีย ทำให้ผนังเซลแตกและแบคทีเรียจะตายทันที ยากลุ่มนี้ จึงจัดเป็นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง (Bactericidals) ยากลุ่มนี้ จะมีผลต่อเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกมากกว่าแกรมลบ เนื่องจากองค์ประกอบของผนังเซลของเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกอ่อนแอกว่าแบคทีเรียแกรมลบ เชื้อแบคทีเรียสามารถดื้อต่อยากลุ่มเพนนิซิลลินได้โดยเชื้อจะสร้างเอ็นไซม์เพนนิซิลลินเนส(Penicillinase) ขึ้นมาทำลายยา
ยากลุ่มเพนนิซิลลิน สามารถแบ่งย่อยอีกเป็น 5 กลุ่ม ตามความสามารถในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย คือ
4.1.1 เพนนิซิลลินที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์แคบ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก และตัวยาเองก็ถูกทำลายด้วยเอ็นไซม์เพนนิซิลลินเนส ได้แก่ เพนนิซิลลิน จี และเพนนิซิลลิน วี
-เพนนิซิลลิน จี(Penicillin G, Benzyl penicillin) แยกย่อยได้อีกเป็น 3 ชนิด คือ เพนนิซิลลินชนิดละลายน้ำ(Aqueous penicillin G) ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าเส้นเลือด ,โปรเคนเพนนิซิลลิน(Procaine penicillin G) ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้น , เบนซาธีนเพนนิซิลลิน(Benzathine penicillin) ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้น
-เพนนิซิลลิน วี(Penicillin V, Phenoxy methyl penicillin) เป็นเพนนิซิลลินที่ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร จึงถูกผลิตออกมาใช้ในรูปของการรับประทานในโคจึงไม่นิยมใช้ มีชื่อทางการค้าเช่น เพนวี (Pen-V®) แอตแลนติก(Atlantic®) เป็นต้น

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของเพนนิซิลลิน จี

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของเพนนิซิลลิน วี
4.1.2 เพนนิซิลลินที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์แคบ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก แต่ตัวยาไม่ถูกทำลายด้วยเอ็นไซม์เพนนิซิลลินเนส ได้แก่ เมธิซิลลิน (Methicillin) เนพซิลลิน(Nafcillin) ออกซาซิลลิน(Oxacillin) คล็อกซาซิลลิน (Cloxacillin) ไดคล็อกซาซิลลิน(Dicloxacillin) ฟล็อกซาซิลลิน(Floxacillin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของเมธิซิลลิน (Methicillin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของเนพซิลลิน(Nafcillin)
ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของออกซาซิลลิน(Oxacillin)

4.1.3 เพนนิซิลลินที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ แต่ตัวยาถูกทำลายด้วยเอ็นไซม์เพนนิซิลลินเนส ได้แก่
-แอมพิซิลลิน(Ampicillin) มีชื่อทางการค้า เช่น แอมเพนซิน(Ampexin®) อะมิลิน(Amilin®) แอมแพท(Ampat®) เป็นต้น (บางบริษัทผลิตยาแอมพิซิลลิน ผสมกับคล็อกซาซิลลิน มีชื่อทางการค้า เช่น แอมปิคล็อก(Ampiclox®) โพลีคล็อก(Polyclox®)
-อะม็อกซี่ซิลลิล(Amoxicillin) มีชื่อทางการค้า เช่น แอมม็อกซี่อินเจค(AMOXI-INJECT®) อะม็อกซี่ (Amoxy®) ไบโอม็อก(Biomox®) แอมม็อกซิลลิน(Amoxcillin®)
-เบแคมพิซิลลิน(Bacampicillin)
-ซัยคลาซิลลิน(Cyclacillin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของ แอมพิซิลลิน(Ampicillin)
ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของ อะม็อกซี่ซิลลิล(Amoxicillin)
4.1.4 เพนนิซิลลินที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง ทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและลบ รวมถึงสามารถทำลายเชื้อสูโดโมนาด(Pseudomonas) ได้ด้วย ได้แก่ คาร์เบนิซิล(Carbanicillin) ไทคาร์ซิลลิน(Ticacillin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของ ไทคาร์ซิลลิน(Ticacillin)

4.1.5 เพนนิซิลลินกลุ่มใหม่ ที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างมาก สามารถทำลายเชื้อสูโดโมนาด(Pseudomonas) และยังสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ รวมถึงเชื้อเครปซิลลา (Klebsiella) ได้ด้วย ได้แก่ อะโซซิลลิน(Azlocillin) เมทโคซิลลิน(Mezlocillin) พิเปอราซิลลิน(Piperacillin)
4.2 ยากลุ่มเซฟาโรสปอริน(Cephalosporin)
ยากลุ่มเซฟาโรสปอริน(Cephalosporin) เป็นยาปฏิชีวนะกึ่งสังเคราะห์ สูตรโครงสร้างทางเคมีและการออกฤทธิ์คล้ายกับเพนนิซิลลิน สามารถทนต่อเอ็นไซม์เพนนิซิลลินเนสได้ดี มักใช้รักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและทางเดินปัสสาวะ รวมถึงใช้รักษาเต้านมอักเสบ ยากลุ่มเซฟาโรสปอริน(Cephalosporin) มีฤทธิ์ขัดขวางการสร้างผนังเซล(Cell wall) ของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้จะทำลายผนังเซลของแบคทีเรีย ทำให้ผนังเซลแตกและแบคทีเรียจะตายทันที ยากลุ่มนี้ จึงจัดเป็นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง (Bactericidals)
ยากลุ่มเซฟาโรสปอริน(Cephalosporin) สามารถแยกย่อยได้อีกเป็น 3 กลุ่ม ตามลำดับการพัฒนาหรือขอบเขตการออกฤทธิ์ที่เพิ่มขึ้น คือ
-เจนเนอร์เรชั่นที่ 1(First generation)
เป็นเซฟาโรสปอรินกลุ่มแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นมีขอบเขตการออกฤทธิ์แคบ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้ดี ได้แก่ เซฟฟาโรธิน(Cephalothin) เซฟฟาไพลิน(Cephapirin) เซฟฟาโซลิน(Cefazolin) เซฟฟาดีน(Cephradine) เซฟฟาแลกซิน(Cephalexin) เซฟฟาดร็อกซิล(Cefadroxil)
-เจนเนอร์เรชั่นที่ 2(Second generation)
เป็นเซฟาโรสปอรินกลุ่มที่ 2 ที่ถูกพัฒนาขึ้น สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก ได้น้อยกว่าเจนเนอร์เรชั่นที่ 1 แต่ทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมลบได้ดีกว่า ได้แก่ เซฟฟาแมนโดล(Cefamandole) ซีโฟซิธิน(Cefoxitin) ซีฟูโรไซม์(Cefuroxime) ซีแฟคเลอร์(Cefaclor)
-เจนเนอร์เรชั่นที่ 3(Third generation)
เป็นเซฟาโรสปอรินกลุ่มที่ 3 ที่ถูกพัฒนาขึ้น มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างกว่า 2 กลุ่มแรก และยังสามารถทำลายเชื้อสูโดโมนาส(Pseudomonas) ได้ด้วย ได้แก่ ซีโฟแทกไซม์(Cefotaxime) ม็อกซาแลคแตม(Moxalactam) ซีโฟเพอราโซน(Cefoperazone) เซฟติซ็อกไซม์(Ceftizoxime) เซฟไทอะโซล(Ceftriaxone) เซฟตาซิดีม(Ceftazidime) เซฟซูโลดีน(Cefsulodine) เซฟเมโนไซม์(Cefmenoxime)
ยากลุ่มเซฟฟาโรสปอริน สูตรโครงสร้างทางเคมีหลักสำหรับยาแต่ละตัวจะเหมือนกัน ต่างกันเพียงอนุพันธ์ที่มาเกาะด้านข้างของสูตรโครงสร้าง บริเวณ R1 และ R2 เท่านั้น ดังภาพ

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีหลักของยากลุ่มแซฟฟาโรสปอริน

ภาพ อนุพันธ์ที่ต่อบริเวณ R1 และ R2 เพื่อเป็นยาชนิดต่าง ๆ

4.3 ยากลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์(Aminoglycosides)
ยากลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์(Aminoglycosides) แยกได้จากเชื้อสเตรปโตมัยเซส กริสซิอุส(Streptomyces griseus) เป็นกลุ่มที่ใช้ได้ผลดีกับเชื้อแบคทีเรียแกรมลบรูปแท่ง ทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้บ้าง ยากลุ่มนี้มีพิษสูงต่อไตและเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการได้ยิน ยากลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์(Aminoglycosides) มีผลทำให้ขบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียผิดปกติ โดยยาจะจับกับไรโบโซมชนิด 30เอส(30S) ในเซลของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียเกิดการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติ ทำให้แบคทีเรียตาย ยากลุ่มนี้ จึงจัดเป็นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง (Bactericidals) ยากลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์ประกอบด้วยยาหลายตัว ได้แก่ สเตรปโตมัยซิน(Streptomycin) ไดไฮโดรสเตรปโตมัยซิน(Dihydrostreptomycin) นีโอมัยซิน(Neomycin) เจนต้ามัยซิน(Gentamicin) บางบริษัท นำเจนต้ามัยซิน ผสมกับแอมม็อซี่ซิลลิน มีชื่อทางการค้า เช่น เจนต้าม็อก(Gentamox®) กานามัยซิน(Kanamycin) มีชื่อทางการค้า เช่น กาน่ามัยซิน ซัลเฟต(Kanamycin Sulphate®) อะมิกาซิน(Amikacin) โทรบรามัยซิน(Trobramycin) เนทิลมัยซิน(Netilmicin) พาโรมัยซิน(Paromycin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของนีโอมัยซิน(Neomycin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของอะมิกาซิน(Amikacin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของโทรบรามัยซิน(Trobramycin)

4.4 ยากลุ่มอะมิโนไซคริทอล(Aminocyclitol)
ยากลุ่มอะมิโนไซคริทอล(Aminocyclitol) แยกได้จากเชื้อสเตรปโตมัยเซส สเปคเตบริส(Streptomyces spectablis) เป็นกลุ่มที่ใช้ได้ผลดีกับเชื้อแบคทีเรียแกรมลบรูปแท่ง ทำลายเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกได้บ้าง ยากลุ่มนี้มีพิษน้อยกว่ากลุ่มอมิโนกลัยโคไซด์(Aminoglycosides) ยากลุ่มอะมิโนไซคริทอลมีผลทำให้ขบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียผิดปกติ โดยยาจะจับกับไรโบโซมชนิด 30เอส(30S) ในเซลของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียเกิดการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติ ทำให้แบคทีเรียตาย ยากลุ่มนี้ จึงจัดเป็นยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง (Bactericidals)ประกอบด้วยยา ได้แก่ สเปคติโนมัยซิน(Spectinomycin) อพรามัยซิน(Apramycin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของสเปคติโนมัยซิน(Spectinomycin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของอพรามัยซิน(Apramycin)
4.5 ยากลุ่มเตตร้าซัยคลิน(Tetracyclines)
ยากลุ่มเตตร้าซัยคลิน(Tetracyclines) จะขัดขวางการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย ยาจะไปยับยั้งการทำงานของไรโบโซมชนิด 30เอส ที่อยู่ในเซลของแบคทีเรีย ไรโบโซม จะทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน เมื่อไรโบโซมถูกขัดขวางการทำงาน จึงไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้ ยากลุ่มนี้ จึงไม่มีผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพียงแต่ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) เท่านั้น เต ตร้าซัยคลินมีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง (Broad spectrum) เตตร้าซัยคลินควรมีสีเหลืองนวล หากเป็นสีน้ำตาลเข้มแสดงว่าเป็นยาเก่าเก็บไม่ควรใช้ เพราะจะเป็นพิษต่อไตมาก
การแบ่งยากลุ่มเตตร้าซัยคลิน(Tetracyclines) พิจารณาแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ
4.5.1 แบ่งตามการสังเคราะห์
4.5.2 แบ่งตามระยะเวลาออกฤทธิ์
4.5.1 แบ่งตามการสังเคราะห์
หากแบ่งเตตร้าซัยคลินตามการสังเคราะห์ จะแยกได้เป็น เตตร้าซัยคลินจากธรรมชาติ(Natural Tetracyclines) เตตร้าซัยคลินกึ่งสังเคราะห์(Semisynthetic Tetracyclines)
4.5.1.1 เตตร้าซัยคลินจากธรรมชาติ(Natural Tetracyclines) ได้แก่
-อ็อกซี่เตตร้าซัยคลิน(Oxytetracyclines) ซึ่งแยกได้จากเชื้อ สเตรปโตมัยเซส ไรโมซัส(Streptomyces rimosus) เช่น เททร็อกซี่ แอลเอ(Tetroxy LA®) ลิความัยซิน(LIQUAMYCIN®)
ภาพ ยาฉีดอ็อกซี่เตตร้าซัยคลิน
-คลอเตตร้าซัยคลิน(Chlrotracyclines) ซึ่งแยกได้จากเชื้อ สเตรปโตมัยเซส อูรีโอเฟเซียน(Streptomyces aureofaciens)
4.5.1.2 เตตร้าซัยคลินกึ่งสังเคราะห์(Semisynthetic Tetracyclines) บางส่วนได้จากเชื้อสเปตปโตมัยเซส และอีกบางส่วนใช้สังเคราะห์ขึ้นมา ประกอบด้วย
เตตร้าซัยคลิน(Tetracyclines) มีชื่อทางกรค้า เช่น อะโครมัยซิน(Achromycin®) ดูโมซัยคลิน(Dumocycline®) เป็นต้น
ด็อกซี่ซัยคลิน(Doxycyclines)
เมนทรามัยซิน(Menthacyclines)
ไมโนซัยคลิน(Minocyclines)
4..5.2 แบ่งตามระยะเวลาออกฤทธิ์
จะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
4.5.2.1 กลุ่มที่ออกฤทธิ์สั้น(Short-acting) ได้แก่
เตตร้าซัยคลิน(Tetracyclines)
อ็อกซี่เตตร้าซัยคลิน(Oxytetracyclines)
คลอเตตร้าซัยคลิน(Chlrotracyclines)
4.5.2.2 กลุ่มที่ออกฤทธิ์ปานกลาง(Intermediate-acting) ได้แก่
เมนทรามัยซิน(Menthacyclines)
4.5.2.3 กลุ่มที่ออกฤทธิ์นาน(Long-acting) ได้แก่
ด็อกซี่ซัยคลิน(Doxycycline)
ไมโนซัยคลิน(Minocycline)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของกลุ่มเตตร้าซัยคลิน(Tetracyclines)
4.6 ยากลุ่มคลอแรมเฟนิคอล(Chloramphenicol)
ยากลุ่มคลอแรมเฟนิคอล(Chloramphenicol) เป็นยาที่ออกฤทธิ์กว้าง (Broad spectrum) มีผลขัดขวางการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย ยาจะไปยับยั้งการทำงานของไรโบโซม (Ribosomes) ชนิด 50เอส ที่อยู่ในเซลของแบคทีเรีย เมื่อไรโบโซมถูกขัดขวางการทำงาน แบคทีเรียจึงไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้ คลอแรมเฟนิคอลเป็นยาอันตราย เนื่องจากยาจะไปกดการทำงานของไขกระดูกทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ปัจจุบัน ยานี้ห้ามใช้ในสัตว์ที่ต้องนำเนื้อ นม หรือไข่มาบริโภคโดยเด็ดขาด ดังนั้น โคกระบือ จึงถูกห้ามใช้ยานี้ด้วย

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของกลุ่มคลอแรมเฟนิคอล(Chloramphenicol)

4.7 ยากลุ่มซัลโฟนาไมด์(Sulfonamides)
ยากลุ่มซัลโฟนาไมด์(Sulfonamides) เป็นยาที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาโดยขบวนการทางเคมี ยานี้ จึงไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ(Antibiotic) แต่เป็นยาต้านจุลชีพ ซัลโฟนาไมด์(Sulfonamides) ใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ดีเฉพาะการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง และไม่มีหนอง เนื่องจากหนองจะยับยั้งฤทธิ์ของซัลโฟนาไมด์
ซัลโฟนาไมด์มีผลขัดขวางขบวนการเมตาโบริซึม (Metabolism) ของแบคทีเรีย โดยยาจะไปยับยั้งขบวนการเมตาโบริซึม (Metabolism) ของกรดโฟลิกของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเจริญเติบโตหรือแบ่งตัวได้ ยากลุ่มนี้จึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) ยาซัลโฟนาไมด์ จะมีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว ละลายน้ำได้ไม่ดี แต่ปัจจุบัน ยาซัลโฟนาไมด์ถูกผลิตออกมาในรูปเกลือโซเดียม จึงละลายน้ำได้ดีขึ้น
ยากลุ่มซัลโฟนาไมด์(Sulfonamides) สามารถแบ่งย่อยได้อีกเป็น 4 กลุ่ม ตามคุณสมบัติในการดูดซึมละขับถ่ายของยา ได้แก่
4.7.1 ยาที่ดูดซึมได้เร็วและขับถ่ายทางปัสสาวะเร็ว จึงออกฤทธิ์สั้น ซึ่งยากลุ่มนี้แยกย่อยออกได้เป็น
4.7.1.1 กลุ่มที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อในร่างกายทั่วไป ได้แก่ ซัลฟาไดอะซีน(Sulfadiazine) ซัลฟาไธอะโซล(Sulfathiazole) ซัลฟาเมทธาซีน(Sulfamethazine) ซัลฟาเมอราซีน(Sulfamerazine) ซัลฟาเมธอกซาโซล(Sulfamethoxazole) บางบริษัทนำมาผสมกับไตรเมทโธพริม มีชื่อทางการค้า เช่น แบคทริม(Bactrim®) ซัลฟาหลายตัวผสมกัน ได้แก่ ซัลฟาไทแอด(Sulfatriad) ซึ่งก็คือซัลฟาไธอะโซล(Sulfathiazole) ซัลฟาไดอะซีน(Sulfadiazine) และ ซัลฟาเมอราซีน(Sulfamerazine)ผสมกัน ยาซัลฟากลุ่มนี้มีค่าครึ่งชีวิต 7-20 ชั่วโมง จึงจำเป็นต้องให้ยาทุก 4-6 ชั่วโมง
4.7.1.2 กลุ่มที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ ซัลฟิซอกซาโซล(Sulfisoxazole) ซัลฟาฟูราโซล(Sulfafurazole) ซัลฟาโซมิดีน(Sulfasomidine) ซัลฟาเมธาโซล(Sulfamethazole) ยากลุ่มนี้ มีค่าครึ่งชีวิตสั้น จึงต้องให้ยาทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ยาละลายได้ดีในปัสสาวะ และสามารถคงอยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ในทางเดินปัสสาวะ จึงใช้รักษาโรคติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ
4.7.2 ยาที่ดูดซึมได้เร็วแต่ขับถ่ายทางปัสสาวะได้ช้า จึงออกฤทธิ์นาน ได้แก่ ซัลฟาไดเมธอกซีน(Sulfadimethoxine) ซัลฟาโซมิโซล(Sulfasomizole) ซัลฟาเมธอกซีพัยริดาซีน(Sulfamethoxypyridazine) บางบริษัท นำเอาซัลฟาเมธอกซีพัยริดาซีนมาผสมรวมกับไตรเมโธพริม(Trimetroprim) และทำเป็นก้อนเพื่อสอดเข้ามดลูกรักษาโรคติดเชื้อในมดลูก มีชื่อทางการค้า เช่น แอมโฟรพริม โบลัส(Amphoprim bolus®) ซัลฟาดอกซีน(Sulfadoxine) ซัลฟาเมธอกซีไดอะซีน(Sulfamethoxydiazine) ซัลฟาฟีนาโซล(Sulfaphenazole) ซัลฟาเมธอกซีพัยราซีน(Sulfamethoxypyrazine) ยากลุ่มนี้ มีค่าครึ่งชีวิต 30-40 ชั่วโมง จึงสามารถให้ยาวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ
4.7.3 ยาที่ดูดซึมได้ไม่ดี ได้แก่ ซัลฟากัวนิดีน (Sulfaguanidine) ซัคซินิลซัลฟาไธอะโซล(Succinylsulfathiazole) ธาราโซล(Thalazole) ยาถูกดูดซึมเข้าในลำไส้ไม่ดี จึงใช้รักษาโรคติดเชื้อในลำไส้ในรูปรับประทาน
4.7.4 ยาที่ใช้เฉพาะที่ ได้แก่ ซัลฟาเซตาไมด์(Sulfacetamide) เมฟิไนด์(Mefinide) ซัลฟาเซตาไมด์(Sulfacetamide) มีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อต่ำ แต่ก็ไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ จึงใช้รักษาโรคติดเชื้อที่ดวงตา ส่วนใหญ่จะทำเป็นยาหยอดตาในรูปขี้ผึ้ง ส่วน เมฟิไนด์(Mefinide) ใช้ทำเป็นครีมทารักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง
ยากลุ่มซัลโฟนาไมด์(Sulfonamides) หากใช้ร่วมกับไตรเมโธพริม(Trimetroprim) จะเสริมฤทธิ์กัน ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของยากลุ่มซัลโฟนาไมด์(Sulfonamides)

4.8 ยากลุ่มมาโคไลด์(Macrolides)
ยากลุ่มมาโคไลด์(Macrolides) ออกฤทธิ์ได้ดีต่อเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบบางชนิด เป็นยากลุ่มที่ยับยั้งการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียโดยไปเกาะที่ 50เอส ของไรโบโซม จึงมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) แต่ถ้าให้ในขนาดสูงจะมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรีย (Bactericidal) ยากลุ่มนี้ ขอบเขตการออกฤทธิ์คล้ายกับเพนนิซิลลินมาก จึงมักใช้ยากลุ่มมาโคไลด์แทนเพนนิซิลลินในกรณีที่มีการแพ้เพนนิซิลลิน ยากลุ่มมาโคไลด์(Macrolides) ได้แก่ อีรีโธรมัยซิน(Erythromycin) มีชื่อทางการค้า เช่น อีรีซิล(Erysil®) ไลโอโซน(liosone®) ไทโลซิน(Tylosin)มีชื่อทางการค้า เช่น ไทแลน(Tylan®) โรซิโธรมัยซิน(Roxithromycin) สไปรามัยซิน(Spiramycin) ไมดิคามัยซิน(midecamycin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของอีรีโธรมัยซิน(Erythromycin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของไทโลซิน(Tylosin)

 

สมุนไพรเบาหวาน


4.9 ยากลุ่มควิโนโลน(Quinolones)
ยากลุ่มควิโนโลน(Quinolones) เป็นยาต้านจุลชีพกลุ่มใหม่ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น โดยพัฒนาโครงสร้างมาจากกรดนาลิดิซิค (Nalidixic acid) โดยการเพิ่มฟลูออไรด์เข้าไปในสูตรโครงสร้าง ทำให้ยากลุ่มนี้ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งแกรมบวกและลบ ยากลุ่มนี้ ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถสร้างดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและแบ่งตัว ยากลุ่มนี้จึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) ยากลุ่มนี้ ได้แก่ นอร์ฟลอคซาซิน(Norfloxacin) เอ็นโรฟลอคซาซิน(Enrofloxacin) ดาโนฟลอคซาซิน(Danofloxacin) โอฟลอคซาซิน(Ofloxacin) ไซโปรฟลอคซาซิน(Cyplofloxacin) ซีฟลอคซาซิน(Pefloxacin)
ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของนอร์ฟลอคซาซิน(Norfloxacin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของไซโปรฟลอคซาซิน(Cyplofloxacin)

4.10 ยากลุ่มโพลีเปปไทด์(Polypeptide)
ยากลุ่มโพลีเปปไทด์(Polypeptide) ไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้ในโคมากนัก ส่วนใหญ่จะใช้ในรูปผสมอาหารเพื่อป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือใช้เฉพาะแห่งเป็นยาทา ยากลุ่มนี้ แยกได้จากเชื้อบาซิลลัส (Bacillus) ยากลุ่มนี้ เป็นอันตรายต่อสัตว์มากที่สุด เนื่องจากเป็นยาที่ผลต่อเยื่อหุ้มเซล(Cell membrane) ของแบคทีเรีย โดยยากลุ่มนี้ จะทำให้โปรตีนและไอออน รวมถึงของเหลวภายในเซลของแบคทีเรีย ไหลออกมานอกเซล ทำให้แบคทีเรียตาย และเนื่องจากเซลของสัตว์ ก็มีเยื่อหุ้มเซล (Cell membrane) เช่นเดียวกัน ยากลุ่มนี้จึงเป็นอันตรายต่อสัตว์หากไม่ระมัดระวังในการใช้ ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ โพลีมิกซิน บี(Polymyxin B) โคลิสติน(Colistin) บางบริษัท นำโคลิสตินผสมกับแอมพิซิลลิน มีชื่อทางการค้า เช่น พาโคล(Pacol®) แบซิเตรซิน(Bacitracin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของโคลิสติน(Colistin)
4.11 ยากลุ่มลินโคซาไมด์(Lincosamides)
ยากลุ่มลินโคซาไมด์(Lincosamides) คุณสมบัติจะเหมือนกับกลุ่มมาโคไลด์(Macrolides) แต่โครงสร้างทางเคมีแตกต่างกัน ยาจะออกฤทธิ์ได้ดีต่อเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบบางชนิด เป็นยากลุ่มที่ยับยั้งการสร้างโปรตีนของแบคทีเรียโดยไปเกาะที่ 50เอส ของไรโบโซม จึงมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย(Bacteriostatics) แต่ถ้าให้ในขนาดสูงจะมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรีย(Bactericidal) ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ลินโคมัยซิน(Lincomycin) คลินดามัยซิน(Clindamycin)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของลินโคมัยซิน(Lincomycin)
ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของคลินดามัยซิน(Clindamycin)

4.12 ยากลุ่มอนุพันธ์ของไนโตรฟูแรน(Nitrofuran)
ยากลุ่มอนุพันธ์ของไนโตรฟูแรน (Nitrofuran) ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมา ยาจะละลายน้ำได้เล็กน้อย ยากลุ่มนี้เป็นได้ทั้งยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Bactericidal) ขึ้นกับความเข้มข้นของยา ยาจะออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียแกรมลบได้ดีกว่าแกรมบวก แบคทีเรียจะเกิดการดื้อยายาก แต่หนองและน้ำนมจะทำให้ฤทธิ์ของยาลดลงเช่นเดียวกับซัลโฟนาไมด์ ยากลุ่มนี้จะตกค้างในเนื้อ นม ไข่ ในปริมาณที่สูงมาก ปัจจุบัน ยานี้ห้ามใช้ในสัตว์ที่ต้องนำเนื้อ นม หรือไข่มาบริโภคโดยเด็ดขาด ดังนั้น โคกระบือ จึงถูกห้ามใช้ยานี้ด้วย ยากลุ่มนี้ประกอบด้วย ไนโตรฟูราโซล(Nitrofurazone) ไนโตรฟูแรนโตอิน(Nitrofurantoin) ฟูราโซริโดน(Furazolidone) ฟูแรนตาโดน(Furantadone) ไนฟูแรนดีโซล(Nifurandezone)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของไนโตรฟูราโซล(Nitrofurazone)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของไนโตรฟูแรนโตอิน(Nitrofurantoin)

4.13 ยาต้านจุลชีพอื่น ๆ
ปัจจุบัน มียาต้านจุลชีพอีกหลายชนิดที่ถูกผลิตออกมา เพื่อให้ผลในการรักษาเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นยาที่มีสูตรโครงสร้างทางเคมีไม่ใกล้เคียงกับกลุ่มต่าง ๆ ดังได้กล่าวมา จึงจำเป็นต้องแยกกล่าวเป็นยาต้านจุลชีพอื่น ๆ ซึ่งได้แก่
-ไทอะมูลิน(Tiamulin)
ไทอะมูลิน จัดเป็นยาปฏิชีวนะที่แยกได้จากเชื้อ พูโรตัส มัลติริส(Pleurotus multilis) ออกฤทธิ์ได้ดีต่อเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก เชื้อมัยโคพลาสมา(Mycoplasma) และเชื้อแบคทีเรียแกรมลบบางชนิด โดยให้ผลในการยับยั้งการเจริญเติบโต(Bacteriostatics)
-โนโวไบโอซิน(Novobiocin)
โนโวไบโอซิน เป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์วงแคบ(Narrow spectrum) ต่อเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก โนโวไบโอซิน ผลิตได้จากเชื้อแอคติโนมัยเซส(Actinomyces) ยาทำให้แบคทีเรียไม่สามารถสร้างดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของแบคทีเรีย ยากลุ่มนี้จึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics)
-แวนโคมัยซิน(Vancomycin)
แวนโคมัยซิน เป็นยาปฏิชีนะที่ผลิตได้จากเชื้อสเตรปโตคอคคัส ออเรียนเตรีส(Streptococcus orientalis) ยาจะทำลายผนังเซลของแบคทีเรีย ทำให้ผนังเซลแตกและแบคทีเรียจะตายทันที ยานี้ จึงให้ผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Bactericidal)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของแวนโคมัยซิน(Vancomycin)

-ไรแฟมปิน(Rifampin)
ไรแฟมปิน(Rifampin) จะยับยั้งการสร้างกรดนิวคลีอิค(Nucleic acid) ของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถสร้างดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของแบคทีเรีย ยาจึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics)

ภาพ สูตรโครงสร้างทางเคมีของไรแฟมปิน(Rifampin)

หลักการใช้ยาต้านจุลชีพ
ในการใช้ยาต้านจุลชีพ จะต้องใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม จึงจะเกิดประโยชน์ต่อการรักษา แต่หากใช้ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง การรักษานอกจากจะไม่ประสบผลสำเร็จ แล้วเชื้อจะเกิดการดื้อยาด้วย ซึ่งสาเหตุหลักของเชื้อดื้อยา เกิดได้เนื่องจาก
1.การให้ยารักษาในขนาดที่ไม่ถูกต้อง
2.ระยะเวลาการให้ยาไม่ถูกต้อง
3.ใช้ยาต้านจุลชีพพร่ำเพรื่อ หรือใช้ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องใช้
เพื่อป้องกันปัญหาที่จะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา หรือการรักษาไม่ประสบผลสำเร็จ การใช้ยาต้านจุลชีพ จึงมีหลักที่ควรจำคือ
1.ต้องพิจารณาว่า จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพหรือไม่
บางกรณีไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ เช่น แม่โคมีปัญหาไข้น้ำนมหลังคลอด เพียงแค่ให้แคลเซียมเข้าเส้นเลือด แม่โคก็จะมีอาการดีขึ้น แต่ผู้รักษาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรักษาด้วยตัวเอง มักให้ยาต้านจุลชีพร่วมด้วย ซึ่งเป็นความเคยชิน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เป็นความเชื่อที่ผิดไม่ควรทำ
2.หากจะใช้ยาต้านจุลชีพ จะต้องใช้เต็มขนาด(Full dose) ตามที่กำหนดไว้
โดยปกติ ข้างขวดยาต้านจุลชีพ หรือเอกสารกำกับที่มากับยา จะบอกขนาดและวิธีใช้อยู่แล้ว จำเป็นต้องใช้ตามเอกสารที่กำกับมาอย่างเคร่งครัด อย่าใช้ตามความเคยชิน เนื่องจากยาต้านจุลชีพที่หลาย ๆ บริษัทผลิตออกมาจำหน่าย เป็นตัวยาเดียวกันแต่มีปริมาณตัวยาต่อซีซีไม่เท่ากัน
3.ต้องให้ยาซ้ำ(Dosage interval) ตามระยะเวลาที่กำหนด
ยาต้านจุลชีพบางชนิดต้องฉีดซ้ำทุก 12 ชั่วโมง บางชนิดฉีดซ้ำทุก 24 หรือ 48 ชั่วโมง ก็ต้องฉีดซ้ำ เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียถูกทำลาย ไม่หลงเหลือจนสามารถพัฒนาตัวเองถึงขั้นดื้อยาได้ ทั้งนี้ การให้ยาต้านจุลชีพ จะต้องให้ติดต่อกันจนปริมาณยาในกระแสเลือดสูงถึงระดับฆ่าเชื้อได้ติดต่อกัน เป็นเวลา 3-5 วัน
4.ให้ยาถูกวิธี(Route)
ในการให้ยาต้านจุลชีพ สำหรับโคกระบือ เอกสารกำกับที่มากับยาให้ฉีดเข้าทางใดก็ต้องให้ทางนั้น เช่น ตามเอกสารกำกับยากำหนดให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ผู้รักษาก็จำเป็นต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือตามเอกสารกำกับยากำหนดให้ฉีดเข้าเส้นเลือดก็ต้องฉีดเข้าเส้นเลือด อย่าให้ผิดวิธี เนื่องจากหากให้ผิดวิธี การดูดซึมยาจะลดลง และปริมาณยาในกระแสเลือดจะไม่สูงพอจนสามารถฆ่าเชื้อได้
5.ไม่ควรเปลี่ยนยาต้านจุลชีพหากไม่มีเหตุผลที่ดีพอ
หากใช้ยาต้านจุลชีพตัวใดเป็นเวลา 3 วัน แล้วสัตว์ไม่ตอบสนอง จึงค่อยเปลี่ยนยา
6.การใช้ยาต้านจุลชีพร่วมกัน
หากจำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ 2 ตัว หรือให้ยาต้านจุลชีพร่วมกับยาอื่นก็ตาม จะต้องแยกเข็ม แยกกระบอกฉีด(Syringe) ห้ามนำยามาผสมกัน เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากันจนเกิดการตกตะกอนหรือเปลี่ยนสภาพ และในการใช้ยาต้านจุลชีพร่วมกัน จะต้องเลือกกลุ่มที่เสริมฤทธิ์กัน เช่น ให้เลือกยาต้านจุลชีพที่ออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียโดยตรง(Bactericidals) 2 ตัวร่วมกัน ห้ามเลือกกลุ่มที่หักล้างฤทธิ์กัน คือ ยาตัวหนึ่งฆ่าเชื้อ(Bactericidals) อีกตัวหนึ่งก็ต้องเป็นยาฆ่าเชื้อ(Bactericidals) หรือตัวหนึ่งยับยั้งเชื้อ(Bacteriostatics) อีกตัวหนึ่งก็ต้องยับยั้งเชื้อ(Bacteriostatics) ห้ามใช้ฆ่าเชื้อตัวหนึ่ง(Bactericidals) ยับยั้งเชื้อตัวหนึ่ง(Bacteriostatics)
วิธีการให้ยาต้านจุลชีพ
การจะใช้ยาต้านจุลชีพ ก่อนอื่น จะต้องพิจารณาว่า สัตว์จำเป็นต้องได้รับยาต้านจุลชีพหรือไม่ ซึ่งบางกรณี ไม่จำเป็นต้องให้ยาต้านจุลชีพก็ได้ การพิจารณาว่าสัตว์ต้องได้รับยาต้านจุลชีพหรือไม่นั้น พิจารณาจากสัตว์มีการติดเชื้อ หรือสัตว์มีโอกาสติดเชื้อตามมาหากไม่ให้ยาหรือไม่ หากสัตว์มีการติดเชื้อหรือมีโอกาสที่จะติดเชื้อ ก็จำเป็นที่ผู้รักษาจะต้องให้ยาต้านจุลชีพแก่สัตว์
ในการใช้ยาต้านจุลชีพในโค ส่วนใหญ่มักให้ด้วยการฉีด ซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่าวิธีอื่น ๆ ในการใช้ยาต้านจุลชีพ จะต้องทราบน้ำหนักของสัตว์เสียก่อน เนื่องจากปริมาณยาที่จะให้กับสัตว์จะสัมพันธ์โดยตรงกับน้ำหนักตัวของสัตว์ ซึ่งวิธีการทราบน้ำหนักของสัตว์ ทำได้โดยการชั่งน้ำหนัก ดังได้เคยกล่าวมาแล้ว
จากนั้น พิจารณาว่าสัตว์ต้องได้รับยาเพื่อเข้าไปทำลายเชื้อจุลชีพเร็วขนาดไหน เช่น สัตว์ติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ถ้าปริมาณยาในกระแสเลือดถึงระดับรักษาช้า สัตว์อาจตายได้ ก็จำเป็นจะต้องให้ยาเข้าเส้นเลือด ผู้รักษาจะต้องเลือกใช้ยาชนิดที่ฉีดเข้าเส้นเลือดได้ เพื่อระดับยาจะถึงระดับที่ฆ่าเชื้อทันทีหลังการฉีด หรือหากไม่เฉียบพลัน สามารถรอได้ ก็เลือกใช้ยาแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งระดับยาจะสูงพอที่จะสามารถทำลายเชื้อได้ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ
จากนั้นพิจารณาว่า จะใช้ยาต้านจุลชีพกลุ่มใดหรือตัวใดในการรักษา ซึ่งต้องพิจารณา ปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน คือ
-สัตว์มีความผิดปกติเพิ่มเติมที่อวัยวะส่วนใดหรือไม่
ยาต้านจุลชีพบางชนิดมีความเป็นพิษสูงต่อตับ บางชนิดมีพิษสูงต่อไต หากสัตว์มีความผิดปกติเพิ่มเติมที่อวัยวะดังกล่าว ก็ควรเลือกใช้ยากลุ่มหรือตัวที่ไม่มีพิษต่ออวัยวะดังกล่าว
-ช่วงเวลาที่ต้องให้ยาซ้ำ
ยาต้านจุลชีพบางตัวออกฤทธิ์สั้น(Short acting) ต้องให้ทุก 4-6 ชั่วโมง ยาต้านจุลชีพบางตัว ออกฤทธิ์ยาวนาน (Long acting) ให้ทุก 48 ชั่วโมง ผู้รักษาก็พิจารณาดูว่า ควรใช้ยาตัวใด เพราะการที่โคถูกจับฉีดยาบ่อย ๆ โคจะดิ้นรนขัดขืนมาก
-สัตว์มีปัญหาเกี่ยวกับเม็ดเลือดขาวหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือไม่ หากมีปัญหาก็ควรเลือกใช้ยาที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (bactericidal) หากไม่มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกันสามารถเลือกใช้ยาที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (bactericidal) หรือมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatics) ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้
-เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายโค สามารถถูกทำลายด้วยยาต้านจุลชีพตัวใด
การจะทราบว่า เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้โคแสดงอาการป่วยนั้น สามารถถูกทำลายด้วยยาต้านจุลชีพตัวใด ทราบได้โดยการเก็บตัวอย่างไปเพาะเชื้อ และตรวจความไวของยาต่อเชื้อ(Sensitivity test) ซึ่งกว่าผลการตรวจจะออก ใช้เวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งมักจะช้าเกินไป ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ผู้รักษาจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ว่า โรคหรืออาการป่วยที่สัตว์แสดงให้เห็นนั้น เคยใช้ยาต้านจุลชีพตัวใดแล้วสัตว์นั้นหายป่วย ก็ต้องใช้ยานั้นไปพลางก่อน หากผ่านไป 3 วัน อาการไม่ดีขึ้น ค่อยดูจากผลตรวจความไวของยาที่ส่งตรวจ และเปลี่ยนยา
เมื่อเลือกชนิดของยาต้านจุลชีพได้แล้ว ก็จะต้องให้ยาด้วยวิธีการและปริมาณที่ถูกต้อง เข็มและกระบอกฉีดยา(Syringe) ต้องสะอาดผ่านการฆ่าเชื้อ รายละเอียดของวิธีการให้และปริมาณยา ดูได้จากเอกสารกำกับยาที่มากับยานั้น
เมื่อซื้อยาต้านจุลชีพมาจากร้านขายยา หรือสหกรณ์ ยาต้านจุลชีพจะถูกบรรจุอยู่ในขวดแก้ว และขวดแก้ว จะบรรจุอยู่ในกล่องอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งภายในกล่องจะมีเอกสารกำกับยาแนบมาด้วยเสมอ เอกสารกำกับยา จะบอกถึง
1.ชื่อยา ซึ่งเป็นชื่อทางการค้า
2.ส่วนประกอบ ซึ่งเป็นตัวยาแสดงเป็นชื่อสามัญว่า มีตัวยาอยู่เท่าไร
3.สรรพคุณในการรักษา ว่าใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง หรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวใดได้บ้าง
4.ข้อบ่งใช้ คือใช้ในสัตว์ชนิดใด หรือสัตว์ที่มีอาการผิดปกติอย่างไร
5.ขนาดและวิธีใช้ คือให้อย่างไร เช่น ฉีดเข้าเส้นเลือด ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
6.ปริมาณการใช้ ว่าใช้เท่าไรกี่ซีซี แต่ในบางครั้งอาจบอกเป็นน้ำหนักยาที่ต้องใช้เป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวสัตว์เป็นกิโลกรัมหรือเป็นปอนด์(1 กิโลกรัม = 2.2 ปอนด์)
7.การหยุดยา คือ หลังจากให้ยาครั้งสุดท้ายแล้ว ต้องไม่ส่งโรงฆ่าเป็นเวลากี่วัน หรือหยุดส่งนมเป็นเวลากี่วัน เนื่องจากยาจะตกค้างในเนื้อ และในน้ำนม
8.คำเตือนหรือข้อแนะนำ คือยาบางชนิดหากวางทิ้งไว้อาจตกตะกอน จึงมีคำเตือนหรือคำแนะนำ เช่น เขย่าขวดก่อนใช้
9.ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย ว่าเป็นบริษัทใด สถานที่ผลิตหรือจำหน่ายอยู่ที่ใด เพื่อเมื่อมีปัญหาสามารถติดต่อขอคำแนะนำหรือดำเนินคดีได้
ภาพ เอกสารกำกับยา
จากตัวอย่างเอกสารกำกับยาข้างต้น
ชื่อทางการค้าของยาดังกล่าวคือ เจนต้าม็อก
ส่วนประกอบ ใน 1 ซีซี จะประกอบด้วยแอมม็อกซี่ซิลลิน ไตรไฮเดรต 150 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับแอมม็อกซี่ซิลลิน 130.6 มิลลิกรัม และประกอบด้วยเจนต้ามัยซิน 40 มิลลิกรัม
สรรพคุณ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ
ข้อบ่งใช้ ใช้ในโค กระบือ สุกร ม้า แพะ แกะ ในโคกระบือใช้รักษาโรคปอดบวม ท้องเสีย เต้านมอักเสบ มดลูกอักเสบ
ขนาดและวิธีใช้ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อลึก ๆ โคกระบือ 30-40 ซีซี ต่อตัวต่อวัน ฯลฯ

ดังนั้น หากจะใช้ยาดังกล่าว ในการรักษาโรคให้กับโค ก็ต้องฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ 40 ซีซี ต่อวัน และต้องฉีดติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน เป็นต้น
บางกรณี เอกสารกำกับยา จะบอกปริมาณยาที่ต้องใช้เป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักสัตว์เป็นกิโลกรัม หรือบอกเป็นหน่วยสากลต่อน้ำหนักสัตว์เป็นกิโลกรัม ก็จำเป็นต้องใช้การคำนวณประกอบ
ตัวอย่างเช่น
สมมุติเอกสารกำกับยา บอกว่า
ส่วนประกอบ ใน 1 ซีซี จะประกอบด้วยอ็อกซี่เตตร้าซัยคลิน 200 มิลลิกรัม
ขนาดและวิธีใช้ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม
สมมติโคที่จะให้ยา มีน้ำหนัก 400 กิโลกรัม ก็คำนวณโดยเทียบบัญญัติไตรยางค์ธรรมดา คือ
เริ่มจากคำนวณหาปริมาณยาที่ต้องฉีดให้กับโคเป็นน้ำหนักยา มิลลิกรัม
หากโคมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จะต้องให้ยา 15 มิลลิกรัม
“ 400 “ “ 15X400 “
= 6,000 มิลลิกรัม
จากนั้นปรับน้ำหนักยาเป็นมิลลิกรัมให้เป็นซีซี
ฉีดยาเตตร้าซัยคลิน 200 มิลลิกรัม ต้องฉีดปริมาณ 1 ซีซี
“ 1 “ “ 1/200 “
“ 6,000 “ “ 1/200 X 6000 “
= 30 ซีซี
ดังนั้น จากตัวอย่างที่สมมติ โคดังกล่าวต้องฉีดเตตร้าซัยคลิน 30 ซีซี เป็นต้น

 

Detox Foot PatchPad

Posted on เมษายน 13, 2013, in บทความ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: