Vial Hepatitis A

Vial Hepatitis A

ICD-10 : B15 (Infectious hepatitis, Epidemic hepatitis, Epidemic jaundice, Catarrhal jaundice, Type A hepatitis, HA)

ลักษณะโรค

ในผู้ใหญ่อาการเริ่มต้นส่วนมากจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ แน่นท้อง ตามด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง ภายใน 2-3 วัน ซึ่งแตกต่างกันตั้งแต่มีอาการเพียงเล็กน้อยและหายไปใน 1-2 สัปดาห์ จนถึงในรายที่มีอาการรุนแรง และใช้เวลารักษานานหลายเดือน ซึ่งก็พบได้เล็กน้อย ระยะพักฟื้นส่วนใหญ่มักใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยทั่ว ๆ ไป ความรุนแรงมักจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่ก็มักจะหายอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนเหลืออยู่ และจะไม่มีอาการกลับเป็นใหม่ ในเด็กการติดเชื้อนี้มักจะไม่ปรากฏอาการ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากมีอาการเล็กน้อย โดยไม่มีอาการเหลือง แต่สามารถวินิจฉัยได้โดยการทดสอบการทำงานของตับ อัตราป่วยตายร้อยละ 0.1 -0.3 ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี พบอัตราป่วยตายร้อยละ 1.8

การวินิจฉัยโรค

โดยตรวจพบภูมิคุ้มกันชนิด IgM ต่อไวรัสตับอักเสบ เอ (IgM anti HAV) ในน้ำเหลืองที่เก็บทันทีหรือขณะป่วย สามารถตรวจพบได้ใน 5-10 วันหลังติดเชื้อ และพบจนถึง 6 เดือนหลังเริ่มป่วย ร่วมกับการตรวจพบภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้น 4 เท่าหรือมากกว่าในน้ำเหลืองที่เจาะ 2 ครั้ง โดยวิธี RIA หรือ ELISA หรืออาจใช้หลักฐานทางระบาดวิทยาช่วยในการวินิจฉัยโรคสำหรับ IgG anti-HAV ก็จะตรวจพบในช่วงต้นของการติดเชื้อและคงอยู่ตลอดไปซึ่งจะป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต

สาเหตุ

ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ (HAV) เป็น RNA virus เป็นสมาชิกตระกูล picornaviridae

วิธีติดต่อ

จากคนสู่คนโดยเชื้อเข้าสู่ปาก เชื้อจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วยซึ่งพบระดับสูงสุดในสัปดาห์แรกหรือสองสัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงอาการ และลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากตับเริ่มแสดงการทำงานลดลงหรือเริ่มแสดงอาการ พร้อมกับพบภูมิคุ้มกันในกระแสโลหิต การระบาดของโรคนี้มักจะเกิดจากแหล่งโรคร่วมโดยสัมพันธ์กับการปนเปื้อนเชื้อในน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนจากผู้เตรียมอาหารที่เป็นพาหะของโรค รวมทั้งรับประทานอาหารที่ไม่ได้ทำให้สุกหรือมีการจับต้องอาหารภายหลังปรุงสุก รวมทั้งนม สลัด หอยปรุงไม่สุก ที่เก็บจากน้ำบริเวณที่ปนเปื้อนเชื้อ เคยมีรายงานการติดต่อของโรคนี้โดยการได้รับเลือดจากผู้ให้เลือดที่กำลังอยู่ในระยะฟักตัวของโรค แต่พบไม่บ่อย

ระยะฟักตัว

15-50 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 28-30 วัน

ระยะติดต่อ

จากการศึกษาการติดต่อในคน และหลักฐานทางระบาดวิทยาชี้ชัดว่า ระยะเวลาที่จะเกิดการติดเชื้อได้สูงสุดอยู่ในช่วงครึ่งหลังของระยะฟักตัว จนถึงประมาณ 2-3 วัน หลังจากเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (หรือในช่วงของจุดสูงสุดของ aminotransferase enzyme ในผู้ป่วยที่ไม่มีตัวเหลือง ตาเหลือง) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหมดระยะติดต่อของโรคหลังจากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองไปแล้ว 1 สัปดาห์

อาการและอาการแสดง

ผู้ป่วยมักมีอาการไม่สบายเล็กน้อยนำมาก่อน 1 อาทิตย์ เช่น เบื่ออาหาร ไข้ ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมามีปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง จุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา มีผื่นที่ผิวหนัง และไม่มีประวัติได้รับยา หรือสารพิษที่เป็นสาเหตุของตับอักเสบเฉียบพลัน อาการต่างๆจะทุเลาและหายไป 3-4 สัปดาห์ ในเด็กเล็กมีอาการเล็กน้อย บางรายมีอาการเพียงไม่กี่วัน แต่ถ้าเป็นในเด็กโต หรือ ผู้ใหญ่จะมีอาการเป็นสัปดาห์ โดยเฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต อาการแทรกซ้อนของโรคที่พบได้แก่ ตับวายเฉียบพลัน ตัวเหลืองยาวนานจากการคั่งน้ำดีในตับ

ระบาดวิทยาของโรค

เกิดได้ทั่วโลก มีทั้งเกิดประปรายและเกิดการระบาดในกลุ่มคนที่อยู่รวมกันเช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงงาน และมักเกิดซ้ำซากในประเทศกำลังพัฒนา ในพื้นที่การสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมไม่ดีจะพบการติดเชื้อในกลุ่มอายุยังน้อย ในผู้ใหญ่โดยทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกันโรคจึงไม่ค่อยพบการระบาดของโรคนี้ในผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามในพื้นที่การสุขาภิบาลดี มักพบว่ากลุ่มเด็กวัยรุ่นมีความไวรับต่อโรคและมักจะมีการระบาดเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การถ่ายทอดโรคมักจะเกิดกับคนในครอบครัวเดียวกัน การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยในระยะที่ป่วยเฉียบพลัน บางครั้งพบผู้ป่วยประปรายในศูนย์เลี้ยงเด็ก ในกลุ่มผู้เดินทางไปประเทศที่ยังคงมีความชุกของโรคนี้อยู่ ในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด ในกลุ่มรักร่วมเพศ

ในประเทศที่พัฒนาแล้วหากมีการระบาดเกิดขึ้นก็มักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆแต่กระจายเป็นวงกว้างและนานเป็นเดือนๆ แต่หากเกิดจากแหล่งโรคร่วม ก็จะระบาดอย่างรวดเร็ว ในการระบาดบางครั้งพบว่าเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเด็กในสถานเลี้ยงเด็ก ผู้ชายรักร่วมเพศที่มีเพศสัมพันธ์สำส่อน ผู้ฉีดยาเสพติด อาจเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่ากลุ่มคนทั่วๆไป ประมาณว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วยไม่ทราบแหล่งโรค และโรคนี้มักเป็นในกลุ่มเด็กนักเรียน และกลุ่มวัยรุ่น

การรักษา

ผู้ป่วยตับอักเสบเอ มีอาการเล็กน้อยและหายได้เอง การรักษาเป็นเพียงประคับประคองป้องกันการขาดน้ำ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะเลือดออก และตับวาย

วิธีควบคุมและป้องกันโรค

มาตรการป้องกันโรคตับอักเสบ

  1. ให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสุขาภิบาลและสุขนิสัยส่วนบุคคลที่ดี โดยเน้นการล้างมือ การกำจัดอุจจาระตามหลักสุขาภิบาล
  2. จัดให้มีระบบน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สะอาดทั่วถึงและมีระบบการกำจัดสิ่งปฏิกูล
  3. ในสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรมีมาตรการเข้มงวดเพื่อลดโอกาสการติดต่อทางอุจจาระสู่ปาก โดยเน้นให้ล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมและก่อนรับประทานอาหาร ถ้ามีผู้ป่วยในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือมีผู้ป่วยในครอบครัวของผู้ดูแลเด็กควรฉีด Immunoglobulin ให้กับผู้ดูแลเด็กและพิจารณาฉีดให้คนในครอบครัวของผู้ดูแลเด็กด้วย
  4. จัดทำโครงการให้สุขศึกษา โดยเน้นหนักในเรื่องการกำจัดอุจจาระให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล และการล้างมือหลังจากใช้ส้วมและก่อนกินอาหาร มาตรการพื้นฐานของการป้องกันการแพร่เชื้อจากอุจจาระ-สู่-ปาก
  5. หอยนางรม หอยกาบและสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก ที่เก็บจากบริเวณที่มีเชื้อไวรัสนี้ ก่อนรับประทานควรทำให้สุกด้วยความร้อน ระดับ 85-90o c (185-194oF ) นาน 4 นาทีหรือนึ่งภายใต้ความดัน 90 วินาที
  6. การป้องกันโรคตับอักเสบ เอ ใช้วัคซีนเชื้อที่ตายแล้วโดยเตรียมมาจากการใช้เชื้อไวรัสจากการเพาะเชื้อในเนื้อเยื่อมาให้บริสุทธิ์ และทำลายฤทธ์ด้วยฟอร์มาลิน สามารถกระตุ้นให้ร่ายกายสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคได้อย่างดี โดยให้วัคซีน 2 ครั้งห่างกัน 6 เดือน ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น สามารถป้องกันได้ นานมากกว่า 10 ปีให้วัคซีนในเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป (preexpsure immunization) ในกรณีเด็กต่ำกว่า 2 ปี ไม่ให้เพราะจะไปขัดขวางภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่
  7. ให้วัคซีน Hepatitis A เพื่อป้องกันในกลุ่มเสี่ยง รวมทั้งเด็กที่อยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีความชุกของโรค ให้ Immunoglobulin (IG) ในผู้สัมผัสใกล้ชิด (ผู้สัมผัสร่วมบ้าน คู่นอน) ภายใน 2 สัปดาห์ (postexposure prophylaxis) ทั้งนี้อาจให้วัคซีน Hepatitis A พร้อมกันไป โดยแยกฉีดที่แขนคนละข้าง
  8. ผู้ที่จะเดินทางไปในพื้นที่ที่มีความชุก ควรฉีด Immunoglobulin (IG) หรือวัคซีน Hepatitis A ก่อนเดินทาง ซึ่งจะให้ผลในการป้องกันได้ 4 สัปดาห์หลังฉีด หากต้องอยู่นานต้องฉีดซ้ำทุก 4-6 เดือน

การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม

การรายงาน: ตามระบบเฝ้าระวังโรคสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข

การแยกผู้ป่วย: ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ควรแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ 2 สัปดาห์แรกของการป่วย แต่ไม่เกิน 1 สัปดาห์ หลังจากปรากฏอาการตัวเหลือง ตาเหลือง

การทำลายเชื้อ: – มีการกำจัดอุจจาระ ปัสสาวะ และเลือดอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ซึ่งเชื้อ HAV

  • ถูกทำลายโดยความร้อนที่ 85o c นาน 1 นาที
  • ใช้ autoclave (121o c นาน 20 นาที)
  • มีแสง Ultraviolet (1.1W ที่ความลึก 0.9 ซ.ม นาน 1 นาที)
  • Formalin (ร้อยละ 8 นาน1 นาทีที่ 25o c)
  • Potassium permanganate (30 mg/ลิตร นาน 5 นาที)
  • Iodine (3 mg/ลิตร นาน 5 นาที)
  • chlorine (free residual chlorine 2-2.5 mg/ลิตรนาน 15 นาที)
  • สัตว์น้ำจำพวกมีเปลือกเช่น หอย กุ้ง ปู ที่มาจากทะเลที่มีการปนเปื้อนเชื้อนี้ควรทำให้สุกอย่างน้อยที่อุณหภูมิ 90oc นาน 4 นาที หรือใช้อบภายใต้ความดัน นาน 90 นาที
  • เชื้อนี้จะอยู่ได้หลายปีภายใต้อุณหภูมิ -20o c

แยกผู้ต้องสงสัย: ไม่จำเป็น

การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส: การให้ภูมิคุ้มกันชนิด passive ด้วย Immunoglobulin (IG) ในขนาด 0.02 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ควรให้โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อเร็วที่สุดภายหลังสัมผัสโรค แต่ต้องไม่เกิน 2 สัปดาห์ โดยให้แก่ทุกคนในครอบครัวที่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย ผู้ที่ได้รับวัคซีน 1 ครั้งก่อนสัมผัส 1 เดือนไม่ต้องให้ IG

การสอบสวนผู้สัมผัส: ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ และดำเนินการเฝ้าระวังโรคของผู้สัมผัสโรคในบ้านผู้ป่วย หรือในการระบาดควรมีการสอบสวนโรคในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการสัมผัสโรค ควรให้ IG ในผู้สัมผัสใกล้ชิดในครอบครัว ในสถานเลี้ยงเด็ก ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วย ผู้ที่ฉีดยาเสพติด

มาตรการในขณะระบาด:
ดำเนินการสอบสวนทางระบาดวิทยา เพื่อหาวิธีติดต่อไม่ว่าจากคนสู่คน หรือจากพาหะนำโรคที่พบบ่อย และเพื่อหากลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ กำจัดแหล่งแพร่เชื้อที่พบบ่อยทุกแห่ง ถ้าเกิดการระบาดหรือพบเชื้อตับอักเสบจากไวรัส เอ ในผู้ประกอบอาหาร ควรให้ immunoglobulin (IG) กับผู้ประกอบอาหารคนอื่นที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยปกติจะไม่ให้ IG แก่ลูกค้าผู้บริโภค การให้วัคซีนป้องกันตับอักเสบ เอ ในขณะระบาด มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การจัดกลุ่มเป้าหมายที่จะให้วัคซีน การให้วัคซีนในช่วงต้นของการระบาด ระดับความครอบคลุมของการให้วัคซีนที่ให้ครั้งแรก มาตรการควบคุมเฉพาะในขณะระบาดควรดูตามลักษณะทางระบาดวิทยาของโรคและตามโครงการให้วัคซีนป้องกันรวมทั้ง

  • ควรเร่งให้วัคซีนป้องกันในเด็กโตที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
  • การให้วัคซีนป้องกันเมื่อเกิดการระบาดในสถานเลี้ยงเด็กโรงพยาบาล สถาบัน โรงเรียน
  • ให้วัคซีนในกลุ่มเป้าหมาย (ตามกลุ่มอายุ กลุ่มเสี่ยง) ที่มีอัตราป่วยสูงสุดโดยขึ้นอยู่กับการเฝ้าระวังในพื้นที่และข้อมูลทางระบาดวิทยาเพื่อมุ่งลดอุบัติการณ์ของโรคลง และควรให้ immunoglobulin (IG) ด้วย เพื่อควบคุมการระบาด จึงควรพิจารณาให้วัคซีนไปพร้อมกัน ปรับปรุงด้านสุขาภิบาลและพฤติกรรมอนามัยเป็นพิเศษเพื่อลดการปนเปื้อนอุจจาระในอาหารและน้ำ
  • เมื่อมีผู้ป่วยมากกว่า 2 รายขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์ทางระบาดวิทยา ต้องหาผู้ป่วยเพิ่มเติม เน้นในเรื่องวิธีทำให้ปราศจากเชื้อ ถ้ามีสิ่งที่ได้มาจากน้ำเลือด เช่น antihemophilic factor, fibrinogen pooled plasma หรือ thrombin ถูกนำมาใช้ ต้องตรวจสอบผู้ที่ได้รับในชุดเดียวกันทุกคน เพื่อค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม

โอกาสที่เกิดการระบาดใหญ่:

  1. ในกลุ่มคนที่อยู่รวมกันอย่างหนาแน่น การสุขาภิบาลและแหล่งน้ำไม่เพียงพอ ถ้ามีผู้ป่วยเกิดขึ้น ควรต้องเพิ่มความพยายามในการปรับปรุงการสุขาภิบาลและเพิ่มแหล่งน้ำดื่มที่สะอาด การให้ immunoglobulin กับทุกคน ไม่ใช่สิ่งทดแทนในการควบคุมสิ่งแวดล้อมได้
  2. การไม่เข้มงวดในกรรมวิธีการทำให้ปราศจากเชื้อและการใช้เลือดที่ไม่ได้ตรวจสอบมาก่อน อย่างฉุกเฉิน อาจทำให้มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น

Detox Foot Patch Pad

Posted on พฤษภาคม 18, 2013, in บทความ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: