ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสุขภาพที่ดีของสมอง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสุขภาพที่ดีของสมอง

การมีสุขภาพที่ดีย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุก ๆ คน ในปัจจุบันจึงมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเสาะหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรวมทั้งยาต่าง ๆ มาใช้เพื่อเสริมสุขภาพกันมากขึ้น  สุขภาพที่ดีของสมองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนปรารถนาเช่นกัน  เนื่องจากสมองหรือระบบประสาทส่วนกลางเป็นอวัยวะหลักในการควบคุมการทำงานของร่างกายทุก ๆ ส่วน  ในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมองอันอาจเกิดจากสภาวะหลอดเลือดตีบตัน หรือการเกิดเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทไม่ว่าจะเกิดจากการได้รับสารพิษ ความกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุหรือเป็นการเสื่อมสลายตามวัย  ปัญหาเหล่านี้มักนำมาซึ่งความผิดปกติของสมอง เช่น  ความผิดปกติด้านสติปัญญาซึ่งอาการแสดงออกที่ชัดเจนได้แก่  การสูญเสียความทรงจำหรือความจำเสื่อม  การลดความสามารถในการเรียนรู้ ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต  รวมทั้งปัญหาทางด้านสรีรวิทยาอื่น ๆ อีกมากมาย

1. ระบบประสาทส่วนกลางและการทำงานของเซลล์ประสาท
ระบบประสาทส่วนกลางเป็นระบบประสาทที่มีความสำคัญมากในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยทั่วไปแล้วระบบประสาทส่วนกลางจะประกอบด้วย สมอง (brain) และไขสันหลัง (spinal cord) สมองจัดได้ว่าเป็นอวัยวะที่เกิดจากการผสมผสานสัมพันธ์กันของระบบประสาท ซึ่งสามารถปรับและควบคุมการทำงานทั้งของระบบตัวเองและระบบอื่น ๆ ได้อย่างสลับซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการแบ่งส่วนสมองตามลักษณะทางกายวิภาค (รูปที่ 1-1)  สามารถช่วยให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสมองได้

1.1 หน้าที่ของสมองส่วนต่าง ๆ
(1) คอร์เท๊กซ์  (Cortex) หรือสมองใหญ่ (Cerebral cortex)
คอร์เท๊กซ์หมายถึงส่วนก้อนที่ใหญ่ที่สุดของสมอง สมองส่วนคอร์เท๊กซ์เป็นบริเวณที่จะบริหารจัดการข้อมูลจากประสาทสัมผัสต่าง ๆ ให้เกิดเป็นระบบการทำงานแบบขั้นสูง เช่น ความนึกคิดที่เป็นนามธรรม (abstract thought)   ความจำ (memory)  และความรู้สึกตัว (consciousness)  นอกจากนี้คอร์เท๊กซ์ยังมีความสำคัญในการประสานและจัดการเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)  รวมทั้งการทำงานอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบหัวใจร่วมหลอดเลือด (cardiovascular system)  และระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น
(2) ระบบลิมบิก (Limbic system)
สมองบริเวณลิมบิกประกอบด้วยเนื้อสมองส่วนย่อย ๆ หลายส่วน ได้แก่ ฮิปโปแคมปัส (hippocampus)  กลุ่มอะมิกดาลอยด์ (amygdaloid complex)   ส่วนผนังกั้น (septum)   ฮัยโปธาลามัส (hypothalamus)   กลีบสมองส่วนรู้กลิ่น (Olfactory lobe)   กลีบสมองส่วนที่คล้ายรูปชมพู่ (pyriform lobe)   บาซาลแกงเกลีย (basal ganglia)  และบางส่วนของธาลามัส (thalamus)   สมองส่วนลิมบิกนี้จะมีหน้าที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน โดยจะเป็นส่วนสำคัญในการประสานสภาวะอารมณ์ (emotional state) เข้ากับการเคลื่อนไหวและการทำงานของอวัยวะภายใน
ระบบลิมบิกยังมีส่วนร่วมในหน้าที่เฉพาะเจาะจงบางอย่างอีกด้วย เช่นช่วยเสริมการทำงานของระบบการเคลื่อนไหว ในกรณีที่มีการทำลายของสมองในส่วนนี้จะเกิดความผิดปกติของการเคลื่อนไหวดังเช่นที่พบในโรคปาร์กินสัน (Parkinson’s disease)  ได้แก่มีอาการสั่น (tremors) และแข็งเกร็ง (rigidity)  และในโรค Huntington ซึ่งมีลักษณะการเคลื่อนไหวของอวัยวะบางส่วนที่ไม่สามารถควบคุมได้
ส่วนฮิปโปแคมปัสก็มีความสำคัญต่อความจำ เมื่อเกิดมีการทำลายของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสนี้ดังเช่นที่พบในผู้ป่วยโรคอัลซ์ไฮเมอร์ (Alzheimer’s disease) จะส่งผลให้เกิดการสูญเสียความจำของบุคคลดังกล่าว
ธาลามัสซึ่งอยู่ในบริเวณส่วนกลางของสมองใต้คอร์เท๊กซ์และบาซาลแกงเกลีย จะเป็นส่วนที่ส่งความรู้สึกเข้าสู่คอร์เท๊กซ์ นอกจากนี้ยังมีส่วนควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในอีกด้วย  ถ้าหากเกิดการทำลายของสมองส่วนนี้อาจทำให้เกิดการกลืนไม่ได้ (aphagia)  และพบความผิดปกติของการรับความรู้สึก ทั้งนี้เนื่องจากธาลามัสเป็นสมองส่วนสำคัญที่จะรับใยประสาทรับความรู้สึก (sensory fiber) เพื่อส่งสัญญาณสู่คอร์เท๊กซ์ต่อไป
สำหรับสมองส่วนฮัยโปธาลามัสจะเป็นส่วนหลักในการประสานการทำงานของระบบประสาทอัตโนวัติกับหน้าที่อื่น ๆ เช่น การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การหลั่งฮอร์โมนหลาย ๆ ชนิด การนอนหลับ และการเกิดอารมณ์  เป็นต้น

(3) สมองส่วนกลางและก้านสมอง (Midbrain and brainstem)
ได้แก่สมองส่วน มีเซนเซฟฟาลอน (mesencephalon)  พอนส์ (pons) และก้านสมองส่วนท้ายหรือ เมดัลลา (medulla oblongata)  ซึ่งจะเชื่อมต่อระหว่างสมองส่วนคอร์เท๊กซ์และธาลามัส-ฮัยโปธาลามัสเข้ากับไขสันหลัง บริเวณนี้จะพบ reticular activating system ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการนอนหลับ  และความตื่นตัว  (arousal)   บริเวณนี้ยังเป็นจุดสำคัญในการเกิดการตอบสนองแบบเฉียบพลันหรือรีเฟล็กซ์  (reflex)  ที่จำเป็นหลาย ๆ ชนิด เช่น การอาเจียน (vomiting)  การกลืน (swallowing)  และรีเฟล็กซ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจร่วมหลอดเลือด และระบบหายใจ  เป็นต้น
(4) สมองน้อยหรือซีรีเบลลัม (Cerebellum)
เป็นสมองส่วนที่มีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการทรงตัว นอกจากนี้ยังมีส่วนควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อรักษาการไหลเวียนของเลือดเมื่อเปลี่ยนแปลงท่าทาง
(5) ไขสันหลัง (Spinal cord)
ภายในไขสันหลังจะมีเซลล์ประสาทและวิถีประสาท (tracts) จำนวนมากมาย ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกจากผิวหนัง กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และอวัยวะภายใน โดยประสานกับประสาทบังคับการเคลื่อนไหว (motor neurons) และส่งสัญญาณประสาทไปสู่สมองส่วนบน พร้อมทั้งรับสัญญาณกลับจากสมองส่วนบนด้วย
1.2 โครงสร้างระดับเซลล์ของสมอง
โดยทั่วไปแล้วในสมองของมนุษย์เราจะมีเซลล์ประสาทอยู่ประมาณ 1012 เซลล์ (หรือประมาณ 1,000,000,000,000 เซลล์)  โดยจะอยู่ในส่วนของคอร์เท๊กซ์ประมาณ 1010 เซลล์ เซลล์ประสาทเหล่านี้จะมีการเชื่อมโยงสื่อสารกันอย่างสลับซับซ้อน โครงสร้างของเซลล์ประสาททั่วไปจะประกอบด้วยตัวเซลล์ (cell body)  แกนประสาทนำออก (axon)   และ ใยประสาทนำเข้า (dendrites) (รูปที่ 1-2)  เซลล์ประสาทส่วนมากจะมีแกนประสาทนำออกเพียง 1แกน ทั้งนี้แกนประสาทนำออกจะมีหน้าที่นำสัญญาณจากเซลล์ต้นกำเนิดไปสู่เซลล์อื่น  ส่วนใยประสาทนำเข้าเป็นส่วนที่ยื่นออกจากเซลล์ประสาทเพื่อที่จะรับสัญญาณจากเซลล์ประสาทอื่น ๆ   การติดต่อส่งสัญญาณหรือการพูดคุยกันระหว่างแกนประสาทนำออกและใยประสาทนำเข้าของเซลล์ประสาท (บริเวณดังกล่าวเรียกว่าซิแนปส์ หรือ synapse) จะอาศัยสารเคมีซึ่งเรียกว่าสารส่งผ่านประสาท (neurotransmitter)  โดยสารส่งผ่านประสาทจะบรรจุอยู่ในถุงเล็ก (synaptic vesicles) พร้อมที่จะหลั่งออกมาเมื่อมีการทำงานของเซลล์ประสาท
ภายในสมองยังสามารถพบเซลล์จำพวกที่ช่วยแยกและส่งเสริมสนับสนุนการทำงานของเซลล์ประสาทเรียกว่า เซลล์เกลีย (glia cells หรือ neuroglia)  ซึ่งจะอยู่ล้อมรอบเซลล์ประสาท   โดยปกติแล้วสมองจะประกอบด้วยเซลล์เกลียประมาณเกือบครึ่งของปริมาตรทั้งหมด     ทั้งนี้เซลล์เกลียจะมีหน้าที่หลายอย่าง เช่นช่วยในการนำสารอาหารจากเลือดไปสู่เซลล์ประสาท   และกำจัดสารส่งผ่านประสาท  สารที่อาจก่ออันตรายต่อเซลล์ รวมทั้งซากเซลล์ที่เกิดขึ้นหลังจากมีการทำลายของเซลล์ประสาท
1.3 ชีววิทยาระดับเซลล์ของเซลล์ประสาท
การทำงานของเซลล์ประสาทจะเกิดได้ทั้งในลักษณะของกระแสไฟฟ้า (ภายในเซลล์) และสารเคมี (ที่ซิแนปส์) ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าสารเคมีที่ทำหน้าที่เป็นสารส่งผ่านประสาทในสมองของมนุษย์เรานั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด และมีหน้าที่หลากหลาย  โดยขั้นตอนสำคัญของการควบคุมการทำงานของสารส่งผ่านประสาทอาจสรุปได้ดังรูปที่

สารส่งผ่านประสาทจะพบกระจายอยู่ในสมองเป็นบางส่วนโดยขึ้นกับชนิดของสารนั้น ๆ ทั้งนี้ในบริเวณดังกล่าวจะพบเอนไซม์ (enzyme) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างและการเมแทบอลิซึม (การเปลี่ยนแปลง) ภายในปลายประสาทจะมีกลไกที่จะเก็บสารไว้ในถุงเล็ก การหลั่งของสารจะเกิดขึ้นเมื่อมีตัวกระตุ้นที่เหมาะสม สารส่งผ่านประสาทที่หลั่งออกมาสู่ซิแนปส์นั้นจะออกฤทธิ์โดยกระตุ้นตัวรับ หรือรีเซพเตอร์ (receptor) ซึ่งพบได้ทั้งที่ปลายประสาทก่อนและหลังซิแนปส์  การกระตุ้นตัวรับที่ปลายประสาทหลังซิแนปส์จะก่อให้เกิดผลตอบสนองต่อไป ส่วนการกระตุ้นตัวรับที่ปลายประสาทก่อนซิแนปส์มักมีผลลดการหลั่งของสาร   บางส่วนของสารส่งผ่านประสาทที่อยู่ในซิแนปส์อาจถูกดึงกลับเข้าสู่ปลายประสาทด้วยกระบวนการดึงกลับ (reuptake) หรืออาจกระจายตัวไปที่อื่น ๆ ด้วย ซึงส่งผลให้สารส่งผ่านประสาทหมดฤทธิ์ได้
ตัวอย่างของสารส่งผ่านประสาทที่รู้จักและทราบหน้าที่ภายในสมอง เช่น อะเซทิลโคลีน (acetylcholine), นอร์อะดรีนาลีน (noradrenaline), โดปามีน (dopamine), เซอโรโทนิน (serotonn), กาบ้า (GABA) และกลูตาเมท (glutamate) เป็นต้น
2. การเสื่อมของเซลล์ประสาทและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
2.1 การเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทและพยาธิสภาพที่เกิดขึ้น
สมองนับเป็นอวัยวะที่มีการใช้พลังงานอย่างมากเมื่อเทียบกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ถึงแม้ว่าสมองจะมีน้ำหนักเพียงร้อยละ 5 ของของร่างกาย แต่สมองใช้เลือดถึงร้อยละ 15 ของปริมาณทั้งหมด จากการที่สมอง (ส่วนประกอบหลักคือเซลล์ประสาท) ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บหรือการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทได้
จากการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์พบว่าการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาท (ดูรูปที่ 1-4) จะมีลักษณะทางพยาธิสภาพซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม  ได้แก่ การเสื่อมสลายอย่างรวดเร็ว (necrosis) และการเสื่อมสลายอย่างช้าๆ (apoptosis)
2.2 กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเสื่อมสลายของเซลล์
ในปัจจุบันเชื่อว่าการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่พบนั้นน่าจะมีปัจจัยรวมทั้งกระบวนการหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องดังอาจสรุปในรูปที่ 1-5

(1) กรรมพันธ์และสิ่งแวดล้อม
กรรมพันธ์อาจมีบทบาทสำคัญต่อการก่อให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาท ในปัจจุบันมีข้อมูลมากมายซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกรรมพันธ์และโรคเสื่อมของเซลล์ประสาทหลายๆชนิด เช่นโรคปาร์กินสัน และโรคอัลซ์ไฮเมอร์ เป็นต้น การได้รับสารพิษหรือเชื้อโรคบางชนิดจากสิ่งแวดล้อมก็อาจมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน
(2) พิษจากการกระตุ้น (Excitotoxicity)
กลูตาเมทเป็นสารส่งผ่านชนิดกระตุ้นซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของสมอง อย่างไรก็ตามการมีกลูตาเมทที่ซิแนปส์ในปริมาณที่มากเกินไปจะก่อให้เกิดการทำลายและเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทได้  ดังนั้นในปัจจุบันจึงจัดกลูตาเมทเป็นสารพิษต่อเซลล์ประสาทชนิดกระตุ้นอีกด้วย (excitotoxin)  พิษจากการกระตุ้นของกลูตาเมทนับว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญในการทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาททั้งแบบที่เกิดอย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดการบาดเจ็บหรือการกระทบกระเทือนของสมอง และการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทอย่างช้าๆ ที่พบได้ในกระบวนการเสื่อมตามวัยเมื่อมีอายุมากขึ้น (aging)
(3) อนุมูลอิสสระและความเค้นจากออกซิเดชัน
(Free radicals and oxidative stress)
การดำรงชีวิตของเซลล์ประสาทจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนและเกิดกระบวนการออกซิเดชัน (oxidation) ผลจากกระบวนการดังกล่าวจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสสระและสารที่ไวปฏิกิริยาจำนวนมาก ซึ่งตามธรรมชาติแล้วสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปจะมีกลไกหลายอย่างที่ช่วยในการกำจัดอนุมูลอิสสระและสารที่ไวปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นวิตามินซี วิตามินอี เอนไซม์บางชนิด รวมทั้งสารอื่นๆอีกมากมาย ถ้ากลไกในการกำจัดทำงานได้ไม่เพียงพอที่จะต้านอนุมูลและสารที่เกิดขึ้น ร่างกายก็จะเกิดภาวะเค้นจากออกซิเดชันซึ่งส่งผลกระตุ้นให้เกิดการทำลายของดีเอ็นเอ (หน่วยควบคุมพันธุกรรม) โปรตีน และไขมัน จนเกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ในที่สุด
(4) การขาดพลังงาน
ดังได้กล่าวแล้วว่าสมองเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงาน (จากเลือด) เป็นจำนวนมาก ดังนั้นถ้าเกิดปัญหาในการรับหรือใช้พลังงานเซลล์ประสาทก็อาจเกิดการเสื่อมสลายได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง และการได้รับสารพิษที่ยับยั้งการใช้ออกซิเจน เป็นต้น
2.3 อายุและการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาท
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดย่อมมีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะการทำงานและรูปร่างไปตามกาลเวลา เมื่ออายุมากขึ้นก็จะพบความเสื่อมได้ในทุกระบบ ตัวอย่างเช่น ระบบผิวหนังห่อหุ้มร่างกายจะเกิดรอยเหี่ยวย่นและหย่อนล้า  ระบบภูมิคุ้มกันมีการลดลงของการตอบสนองต่อตัวกระตุ้น ระบบสืบพันธ์ทำงานลดลง ฯลฯ  อย่างไรก็ตามการเสื่อมของระบบประสาทนับว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความผิดปกติที่พบในหลายๆระบบ
อาจเป็นไปได้ว่าตั้งแต่เกิดเซลล์ของเราก็จะเกิดพร้อมกับการกำหนดการทำลายไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเซลล์เหล่านี้มิได้รับตัวกระตุ้นที่มีผลเสียจนทำให้เสื่อมสลายอย่างรวดเร็วก็ยังคงมีโปรแกรมของการทำลายที่ส่งผลให้เกิดการตายหรือเสื่อมสลายของเซลล์ในลักษณะการตายอย่างช้าๆได้ (อาจเรียกว่าการตายที่ตั้งโปรแกรมไว้ หรือ programmed cell death)  ส่งผลให้เกิดการเสื่อมตามวัย (aging) ที่พบในผู้สูงอายุ
จากการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเสื่อมตามวัยทำให้มีข้อมูลที่เชื่อได้ว่า สารส่งผ่านประสาท กลูตาเมท น่าจะมีความสำคัญในการทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาท ในที่นี้จึงใคร่ขอกล่าวถึงกลไกการทำลายเซลล์ที่เกิดจากกลูตาเมทพอเป็นสังเขป
กลูตาเมทจะทำงานโดยการกระตุ้นตัวรับที่พบที่เซลล์ประสาทซึ่งตัวรับของกลูตาเมทมีอยู่หลายชนิด อย่างไรก็ตามตัวรับที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการทำลายน่าจะเป็นตัวรับชนิด เอ็นเอ็มดีเอ (NMDA หรือ N-methyl-D-aspartate) การกระตุ้นตัวรับชนิดนี้จะส่งผลให้มีไอออนแคลเซียม (calcium) เข้าสู่ภายในเซลล์อย่างมากมาย ไอออนแคลเซียมที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวริเริ่มให้เกิดกระบวนการทำลายเซลล์หลายอย่าง เช่น กระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสสระไนตริกออกไซด์ (nitric oxide) กระตุ้นเอนไซม์ที่จะย่อยสลายสารสำคัญในเซลล์กลุ่มโปรตีเอส (proteases) เป็นต้น

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทในสมองจะก่อให้เกิดปัญหามากมายซึ่งอาจพบได้ในหลายรูปแบบ แต่ทำไมมนุษย์เราจึงมักคิดว่าตนเองสมองเสื่อมเมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาเกี่ยวกับความจำและมักจะพยายามหาทางเสริมสุขภาพสมองโดยหวังที่จะเสริมความจำเป็นหลัก การทราบเกี่ยวกับการทำงานของสมองที่เกี่ยวกับความจำจึงน่าจะมีประโยชน์ในการเสริมสร้างและลดการทำลายหน้าที่ชนิดนี้ของสมอง
การเรียนรู้และความจำเป็นการทำงานของสมองที่มีผู้สนใจค้นคว้ากันอย่างมากสามารถเข้าใจถึงกลไกอันสลับซับซ้อนของสมองได้ มีสมองหลายส่วนที่น่าจะเป็นส่วนหลักในการเกิดการเรียนรู้และความจำ ตัวอย่างเช่น ฮิปโปแคมปัส และคอร์เท๊กซ์ เป็นต้น ทั้งนี้จะต้องมีการทำงานประสานกันระหว่างตัวกระตุ้นซึ่งได้แก่ข้อมูลด้านประสาทสัมผํสไม่ว่าจะเป็นการได้ยิน มองเห็น รับรส และการสัมผัส ส่วนการประมวลผลและเกิดเป็นการเรียนรู้และจำนั้นต้องอาศัยสารส่งผ่านประสาทหลายชนิด
เมื่อมีข้อมูลเข้าสู่ระบบประสาทข้อมูลเหล่านั้นจะถูกจัดการและเกิดเป็นความจำระยะสั้น ในช่วงแรกนี้สารส่งผ่านประสาทที่เกี่ยวข้องได้แก่อะเซทิลโคลีน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากอะเซทิลโคลีนจะเกี่ยวข้องกับไอออนทำให้หมดฤทธิ์ได้เร็ว อย่างไรก็ตามถ้าเซลล์ประสาทได้รับการกระตุ้นซ้ำ เช่นการคิด และฝึกฝนก็จะทำให้ข้อมูลดังกล่าวก่อให้เกิดเป็นความจำระยะกลางและระยะยาวในที่สุด ทั้งนี้โดยอาศัยสารส่งผ่านประสาทกลูตาเมท นอกจากการทำงานของอะเซทิลโคลีนและกลูตาเมทแล้ว สารนอร์อะดรีนาลีนก็มีส่วนช่วยเสริมการเรียนรู้และความจำเช่นกันโดยการทำให้ระบบประสาทเกิดการตื่นตัวพร้อมที่จะรับข้อมูล
การพร่องในการทำงานของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องย่อยส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้และความจำได้ ตัวอย่างเช่นในผู้ป่วยโรคอัลซ์ไฮเมอร์ (ความจำเสื่อมก่อนวัยอันสมควร) พบว่ามีการทำลายเซลล์สมองเกิดขึ้นโดยเฉพาะเซลล์ที่ใช้อะเซทิลโคลีนเป็นสารส่งผ่านประสาท โดยในเนื้อสมองจะพบเศษชิ้นส่วนของเซลล์ประสาทที่เสื่อมโทรมรวมเป็นกลุ่มก้อนจำนวนมากซึ่งเรียกว่า “neuritic plaque” รวมทั้งมีการสะสมของโปรตีนผิดปกติภายในเซลล์เรียกว่า “neurofibrillary tangles”
2.4 ความเครียดกับการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาท
ความเครียด (stress) นับเป็นองค์ประกอบที่นอกเหนือจากพันธุกรรมที่มีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง ในการก่อให้เกิดความผิดปกติทั้งทางการทำงานของร่าง สมอง และจิตใจ ทั้งนี้ความเครียดจะส่งผลให้เกิดอาการแสดงออกของความผิดปกติของพื้นอารมณ์ ทั้งในรูปแบบเฉียบพลัน หรือเกิดเป็นซ้ำ อย่างไรก็ตามกระบวนการของการเกิดความผิดปกติทางระบบประสาทจากความเครียดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดนัก  การศึกษากระบวนการดังกล่าวอาจช่วยให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับผลเสียที่เกิดจากความเครียด แนวทางในการป้องกัน รวมทั้งการรักษาผลเสียของความเครียดที่มีต่อทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์เราได้
เมื่อเราเกิดความเครียดร่างกายจะมีการหลั่งสารที่ตอบสนองต่อความเครียดหลายชนิด สารที่สำคัญมากชนิดหนึ่งได้แก่ สารกลุ่มสเตียรอยด์ (steroids) ซึ่งเป็นฮอร์โมนพวกกลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoids) จากต่อมหมวกไต  กลูโคคอร์ติคอยด์จะมีความสำคัญต่อการปรับตัวต่อความเครียด เช่น ยักย้ายพลังงานไปสู่กล้ามเนื้อ เพิ่มการทำงานของระบบหัวใจร่วมหลอดเลือด กดระบบอื่นที่ไม่จำเป็น (เช่นการย่อยอาหาร การเจริญเติบโต การสืบพันธ์ และภูมิคุ้มกัน)  ในสมองของมนุษย์เราจะพบตัวรับสำหรับกลูโคคอร์ติคอยด์หลายชนิด ดังนั้นเมื่อมีระดับของกลูโคคอร์ติคอยด์เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องจากความเครียดจึงย่อยมีผลต่อการทำงานของสมองด้วย
กลูโคคอร์ติคอยด์ในขนาดปกติที่พบได้จะมีผลส่งเสริมการเรียนรู้โดยการกระตุ้นให้กลูตาเมททำงานได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าความเครียดมีความรุนแรงหรือเกิดขึ้นติดต่อกันแบบเรื้อรังจะส่งผลเสียต่อสมองทำให้เกิดการทำลายเซลล์ประสาท (จากกลูตาเมทที่มากเกิน รบกวนการใช้พลังงานของเซลล์สมอง ฯลฯ) ดังจะพบปัญหาทางด้านระบบประสาททั้งกลุ่มอาการทางด้านจิตใจ และการเรียนรู้

3. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (food supplements) และสุขภาพสมอง
ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีผู้กล่าวถึงหรือนำมาใช้กันทั่วไปในปัจจุบันนี้จะมีอยู่มากมายหลายชนิดก็ตาม  มีอยู่เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่มีผู้ศึกษาค้นคว้า และยอมรับถึงผลที่มีต่อการทำงานของระบบประสาท ซึ่งส่วนมากแล้วกลไกการออกฤทธิ์ของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (รวมทั้งยาบางชนิด)  อาจสรุปรวมได้ดังนี้
(1) ออกฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการทำงานของสารส่งผ่านประสาทหลายๆชนิด ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท เช่น อะเซทิลโคลีน  นอร์อะดรีนาลีน   เซอโรโทนิน กาบ้า กลูตาเมท และพวกเปปไทด์ (peptides) เป็นต้น
(2) เสริมหรือเร่งกระบวนการเมแทบอลิซึมที่มีความสำคัญต่อเซลล์ประสาท หรือเสริมเลือดไปสู่สมอง
(3)  มีผลต่อเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาท
(4) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชัน (antioxidants)  ทำให้ลดการเกิดอนุมูลอิสระและสารไวปฏิกิริยาต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเชื่อว่าการเสื่อมสลายของเซลล์รวมทั้งเซลล์ประสาทน่าจะเกิดจากสาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือผลจากอนุมูลอิสระ (ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น)
จากรายงานการศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมักพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่ละชนิดจะมีกลไกการออกฤทธิ์ได้หลาย ๆ อย่างในการส่งเสริมสุขภาพ  ในที่นี้จะใคร่ขอกล่าวถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดโดยเน้นเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ศึกษาค้นคว้าและมีข้อมูลสนับสนุนค่อนข้างมาก

3.1  สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย  (Ginkgo biloba extract, EGb)
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยนับได้ว่าเป็นสารจากธรรมชาติที่รู้จักกันมานานโดยนิยมนำมาใช้ใน
ทางด้านจิตเวช และเป็นที่นิยมใช้กันมากในประเทศทางทวีปยุโรป  และประเทศสหรัฐอเมริกา  มำให้สามารถพบผลิตภัณฑ์ของใบแป๊ะก๊วยได้ตามร้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ (health food stores) ทั่ว ๆ ไป  ในปัจจุบันการแพทย์ทางยุโรปยังยอมรับว่าสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยเป็นสารที่มีประโยชน์ในการรักษาภาวะ สมองขาดเลือด  ทำให้กลายเป็นสารที่มีผู้นิยมซื้อใช้อย่างมาก
ผลของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยที่มีต่อระบบประสาทส่วนกลางจะมีส่วนคล้ายคลึงกับสารหลาย ๆ อย่างที่จัดเป็นสารเสริมความจำ ในประเทศสาธารณรัฐเยอรมันสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยยังได้รับการยอมรับจาก German BGA (Bundergesundheit Amt) ให้ใช้เป็นยาในการรักษาภาวะความจำเสื่อม
แป๊ะก๊วยจัดเป็นพืชที่เก่าแก่มากชนิดหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่โดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ชาวจีนนิยมใช้ใบเป็นสารเสริมสุขภาพมาเป็นเวลานานแล้ว  จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่าสารออกฤทธิ์ในใบแป๊ะก๊วยประกอบด้วยสาร 2 กลุ่ม ได้แก่  (1) พวกฟลาโวนอยด์ (flavonoids)  ซึ่งมีฤทธิ์จับอนุมูลอิสระได้ดี และ (2) พวกเทอร์พีน (terpenes) เช่นสาร ginkgolides มีฤทธิ์ยับยั้งสารที่กระตุ้นการรวมกลุ่มของเกร็ดเลือด (platelet activating factor หรือ PAF) ได้อย่างเฉพาะเจาะจงและมีความแรงสูง  โดยปกติแล้วในร่างกายมนุษย์ PAF จะมีฤทธิ์กระตุ้นเกร็ดเลือดให้เกาะกลุ่มกันซึ่งจะมีผลก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้
จากการทราบถึงคุณสมบัติของสารออกฤทธิ์ในสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย  ทำให้มีข้อบ่งใช้ทางคลินิกที่สำคัญ ๆ หลายอย่าง และมีผู้ผลิตสารสกัดมาตรฐานของใบแป๊ะก๊วยออกมาจำหน่ายในชื่อ “TANAKAN”   สำหรับในประเทศไทยสามารถพบผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยอีกหลายชนิด  จากการใช้สารสกัดในผู้ป่วยสูงอายุที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับหลอดเลือดในสมอง (cerebrovascular disorders, CVD)  พบว่าอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยจะดีขึ้น  ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยสามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมอง และช่วยทำให้มีการฟื้นตัวในการทำงานของเซลล์ประสาท ผลของสารสกัดที่ช่วยเสริมความจำก็มีรายงานทั้งในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือด  ผู้ป่วยโรคอัลซ์ไฮเมอร์  และผู้ป่วยที่มีเนื้อสมองตายบางส่วน  เมื่อไม่นานมานี้ยังมีรายงานผลของสารสกัดในการลดการตายของเซลล์ประสาทแบบที่เกิดการเสิอมอย่างช้าๆ  ป้องกันการเกิดลิปิดเปอร์ออกไซดิ์ (lipid peroxide)   และลดปริมาณของฟอสโฟลิปิด (phospholipid)  ในไมโตคอนเดรีย (mitochondria)  ของเซลล์สมองเมื่อเกิดภาวะขาดเลือด  ทั้งนี้อาจเนื่องจากสารสกัดสามารถยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซดิ์ (nitric oxide, NO) ซึ่งเป็นอนุมูลอิสสระ   ผลของสารสกัดที่มีต่อระบบประสาทที่มีรายงานยังมีอีกมากมายเช่น ช่วยลดภาวะเครียด ลดการหลุดลอกของจอตา (retina) เนื่องจากมีคุณสมบัติในการจับอนุมูลอิสระได้
รายงานเกี่ยวกับผลของสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยที่มีต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกายก็มีเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ช่วยลดภาวะคุกคามจากออกซิเดชัน  เนื่องจากการได้รับรังสียูวี (UV radiation) ในการอาบแดด  โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่าเบต้าแคโรทีน (beta-carotene)  และวิตามินอี (vitamin E)  เสริมการเจริญของเส้นผมทำให้อาจนำมาใช้เป็นยาบำรุงผม  ยับยั้งการเกาะตัวของเกร็ดเลือด  ลดไขมันชนิดไตรกลีเซอไรดิ์และโคเลสเตอรอลในเลือด  ช่วยหยุดยั้งภาวะการเกิดผังผืดของตับ (liver fibrosis) ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง  นอกจากนี้จากการทดลองในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของเนื้อเยื่อ corpus cavernosum ที่บริเวณองคชาติ (penis) ทั้งของคนและของกระต่าย  ซึ่งผู้วิจัยเสนอแนะว่าอาจนำมาใช้เป็นยาเสริมการแข็งตัวขององคชาติโดยการฉีดเฉพาะที่ได้ อย่างไรก็ตามผลส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลอง ยังไม่มีผลการศึกษาที่เปรียนเทียบในมนุษย์ที่ชัดเจน
ปัญหาที่อาจพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยเป็นประจำอาจเกิดจากฤทธิ์ยับยั้งสารพวก platelet activating factor  ทำให้มีโอกาสเกิดเลือดไหลไม่หยุดได้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเป็นพิษต่อเซลล์ (cytotoxic)  อาการภูมิแพ้  (allergenic) ก่อมะเร็ง (mutagenic and carcinogenic) และอาจกระตุ้นให้เกิดอาการชัก (precipitated seizures)
3.2  โสม (Ginseng)
โสมเป็นต้นไม้ในสกุล Panax  ตรงกับคำว่า “Panacea”  ในภาษาลาติน ซึ่งแปลว่าสมุนไพรใช้รักษาโรค ซึ่งมีรากศัพท์มาจากความหมายว่ารักษาได้ทุกโรคชนิดครอบจักรวาล  โสมที่เรียกกันทั่วไปว่าโสมเกาหลีมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Panax ginseng  ปัจจุบันได้มีการวิจัยหาสารออกฤทธิ์ที่มีอยู่ในโสมและพบสารหลายตัว  สารหลักในการออกฤทธิ์ได้แก่  จินซีโนไซด์ (ginsenosides)  ซึ่งมีผลทางเภสัชวิทยาหลาย ๆ ด้าน
สารจำพวกจินซีโนไซดิ์  สามารถกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ตื่นตัว และผ่อนคลายความตึงเครียด ในกรณีที่มีภาวะขาดเลือดจินซีโนไซดิ์จะลดการเผาผลาญไขมัน หรือลดการเกิดลิปิดเปอร์อ๊อกซิเดชั่นทำให้การเกิดอนุมูลอิสระลดลงและโอกาสที่จะเกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ต่าง ๆ ก็จะลดน้อยลงด้วย  จากการทดลองในเซลล์ประสาทจากสมองส่วนฮิปโปแคมปัส พบว่า จินซีโนไซด์ตัวจีอาร์บี-1 (GRb1) สามารถเพิ่มการหลั่งของสารส่งผ่านประสาทอะเซทิลโคลีน และเพิ่มการดึงสารโคลีนเข้าปลายประสาท  โดยปกติแล้วโคลีนจะถูกนำไปใช้ในการสร้างอะเซทิลโคลีน และอะเซทิลโคลีนเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความจำ  เมื่อทำการทดสอบในหนูทั้งกลุ่มอายุน้อยและอายุมากผลปรากฎว่าโสมสามารถทำให้ความจำของหนูดีขึ้น ทำให้เชื่อว่าโสมน่าจะมีประโยชน์ในการนำมาใช้ในผู้ป่วยสูงอายุ ข้อมูลเพิ่มเติมยังพบว่าจินซีโนไซด์ทั้งตัวจีอาร์บี-1  และจีอาร์บี-1-เอ็ม  สามารถเสริมฤทธิ์ของสารเสริมการเจริญของเซลล์ประสาท (nerve growth factor)  ในการเร่งการขยายตัวของเซลล์ประสาทได้
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าโสมสกัดมีผลทำให้ร่ายกายมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น  เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรค ตลอดจนต่อต้านโรคภูมิแพ้หรือโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดต่าง ๆ ได้อีกด้วย
ปัญหาที่อาจพบได้จากสารสกัดโสม เช่น เกิดอาการเพ้อคลั่ง (mania) โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาทางระบบประสาทอยู่แล้ว  ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในตับ  ปวดศีรษะ  ปัญหาเกี่ยวกับการนอน และทางเดินอาหาร เป็นต้น
3.3  เลซิติน (Lecithin)
เลซิติน หรือ phosphatidylcholine  เป็นสารธรรมชาติที่พบได้มากในไข่แดงและถั่วเหลือง ปัจจุบันได้มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยสกัดมาจากถั่วเหลือง จุดประสงค์ของการใช้เลซิตินก็เพื่อเป็นการเสริมสารโคลีนให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งผลที่คาดหวังมากที่สุดก็คือการเพิ่มโคลีนให้สมองนำไปใช้ในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนที่มีความสำคัญต่อความจำดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
นอกจากนี้โคลีนยังเป็นสารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย และการขนส่งลิปิด เป็นส่วนประกอบในสารสำคัญ ๆ หลายอย่าง และยังมีส่วนในการทำงานของเซลล์อีกหลายชนิด  โดยมีผู้เสนอแนะว่าโคลีนน่าจะถูกจัดเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ด้วย
ได้มีผู้ทดลองนำเลซิตินมาใช้กับผู้ป่วยโรคปาร์กินสัน ซึ่งมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว  ปรากฎว่าอาการทางคลินิกของผู้ป่วยดีขึ้นไม่มากนัก  แต่ก็พบผลดีต่อความจำและการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคอัลซ์ไฮเมอร์ เมื่อได้รับเลซิตินร่วมกับยาไฟโสสติ๊กมีน (physostigmine) ในขนาดน้อย ๆ  ก็พบผลเสริมความจำได้ ข้อมูลจากสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่าเลซิตินมีผลเร่งกระบวนการเกิดความจำ
อย่างไรก็ตามรายงานการศึกษาที่ให้ผลคัดค้านก็มีเช่นกัน เช่นการศึกษาในผู้ป่วยอัลซ์ไฮเมอร์ระยะเริ่มแรก  พบว่าเลซิตินในขนาดสูง ๆ ไม่มีผลในทางการรักษา  นอกจากนี้การให้เลซิตินในขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานยังอาจก่อให้เกิดผลเสียได้ โดยจะพบว่าผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าและมีผลกระทบสารสื่อประสาทหลายระบบ เกิดผลเสียเกี่ยวกับทางเดินอาหาร มีเหงื่อและน้ำลายออกมาก และเบื่ออาหารเป็นต้น
3.4  เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือเป็นพวก fungus ชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma lucidum  ในประเทศจีนได้มีการใช้เห็ดหลินจือมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีสุขภาพดี ป้องกันโรค และช่วยยืดอายุ
จากการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ทำให้พบว่าสารสกัดจากเห็ดหลินจือมีสารออกฤทธิ์ตัวสำคัญหลายตัว เช่น (1) โปรตีนแอลแซด-8 (LZ-8, Ling Zhi-8)  ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตัวปรับระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยยืดอายุของเนื้อเยื่อที่ทำการปลูกถ่าย (2) กรดกาโนเดอริค (ganoderic acid)  สามารถยับยั้งการสร้างโคเลสเตอรอลจากสาร 24, 25-dihydrolanosterol  ซึ่งมีส่วนทำให้เห็ดหลินจือมีฤทธิ์ต้านหลอดเลือดแข็งได้  และ (3) สารกาโนเดอแรนบี (ganoderan B)  เป็นสารพวกกลัยแคน (glycan)  ที่สามารถทำให้ระดับของอินสุลิน (insulin) ในพลาสมาสูงขึ้นได้  ฤทธิ์ดังกล่าวจะพบได้ทั้งในหนูปกติและหนูที่ได้รับกลูโคสในขนาดสูงจึงน่าจะมีประโยชน์ในผู้ป่วยเบาหวานทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
นอกจากนี้จากการศึกษาถึงฤทธิ์ของเห็ดหลินจือที่มีต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ยังมีรายงานอีกว่า  มีฤทธิ์ลดความดันเลือดจากการยับยั้งการทำงานของระบบประสาทอัตโนวัติซิมพาเธติก  ป้องกันการจับของเกร็ดเลือดช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด และเป็นตัวจับอนุมูลอิสระทำให้สามารถป้องกันพิษต่อตับจากสารต่าง ๆ ได้
การใช้ผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลินจืออาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดได้
3.5  น้ำมันปลา (Fish oil)
จากการที่ทราบกันดีว่าช่วงที่สมองกำลังพัฒนาจะต้องมีการใช้กรดไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์ประสาท  ดังนั้นจึงได้มีผู้สนใจศึกษาถึงผลของการให้อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของโอเมก้า-3 (omega-3)  ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว โดยนำมาศึกษาดูผลที่มีต่อการทำงานของสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ระบบโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาท
น้ำมันปลานับว่าเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ให้กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว  ทั้งนี้น้ำมันปลาที่ได้จากปลาทะเลจะมีส่วนประกอบของโอเมก้า-3 สูงแต่มีกรดไขมันโอเมก้า-6 ต่ำกว่าน้ำมันปลาที่ได้จากปลาน้ำจืด  สารโอเมก้า-3ที่พบในน้ำมันปลาตัวสำคัญ ๆ ได้แก่ docosahexaenoic acid หรือดีเอชเอ (DHA) และ eicosapentaenoid acid  ส่วนกรดไขมันโอเมก้า-6 ที่พบได้แก่ arachidonic acid  ทั้งนี้สารดีเอชเอและ ara-chidonic acid  จะมีความสำคัญในการพัฒนาของระบบประสาท  และการทำงานของระบบประสาทตา
นอกเหนือจากผลของน้ำมันปลาที่มีต่อการพัฒนาของสมองแล้วน้ำมันปลายังมีฤทธิ์อื่นอีกหลายอย่าง เช่น ป้องกันการเกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน (migraine) โดยอาจเป็นผลมาจากการที่น้ำมันปลามีผลต่อเกร็ดเลือด และลดความเกร็งของหลอดเลือด  ในกลุ่มอาการโรคไตพบว่า น้ำมันปลาจะช่วยปรับกรดไขมันฟอสโฟลิปิดในไตและเพิ่มปริมาณของ glutathione ในไต ทำให้อาการของโรคดีขึ้น  น้ำมันปลายังมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดและต้านหลอดเลือดแข็ง และป้องกันการเกิดสมองบวมหลังการขาดเลือด

3.6 น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส  (Evening Primrose Oil, EPO)
อิฟนิ่งพริมโรสเป็นพืชชนิดหนึ่งซึ่งน้ำมันที่ได้จากเมล็ดของอิฟนิ่งพริมโรสจะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-6 ได้แก่ กรดแกมม่า-ลิโนเลอิค
ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบประสาทพบว่ากรดแกมม่า-ลิโนเลอิคมีผลป้องกันการบกพร่องของการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มการนำออกซิเจนสู่เซลล์ประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวาน  ส่งผลให้ชะลอการเสื่อมของเส้นประสาทได้  นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยป้องกันภาวะการลดลงของการนำสัญญาณประสาทในเส้นประสาทที่มักพบในผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย
น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรสยังมีประโยชน์ใช้ในความผิดปกติอีกหลายประการ เช่น โรคหัวใจ โรครูมาตอยด์ อาการโรคจิตเภท (schizophrenia) ฯลฯ  ทั้งนี้กำลังมีผู้สนใจศึกษากันอยู่
3.7  เกลือแร่และวิตามิน
เกลือแร่และวิตามินถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบของสารสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายและเป็นตัวช่วยให้ปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่าง ๆ ในร่างกายดำเนินไปตามปกติ  หากขาดเกลือแร่และวิตามินอาจส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานผิดพลาดหรือสูญเสียประสิทธิภาพจนก่อให้เกิดอาการผิดปกติหรือมีโรคร้ายแรงเกิดขึ้นได้  เซลล์ประสาทก็จำเป็นต้องอาศัยเกลือแร่และวิตามินหลายชนิดในการทำงาน  ดังนั้นเกลือแร่และวิตามินหลาย ๆ ชนิดจึงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งในการช่วยเสริมการทำงานของเซลล์ประสาท
7.1  วิตามินซึ่งมีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน
วิตามินหลายตัวมีคุณสมบัติในการเป็นตัวต้านออกซิเดชันได้ ตัวอย่างเช่น  วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน วิตามินอี  และวิตามินซี  เป็นต้น    ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าการเกิดออกซิเดชันเป็นกระบวนการที่สำคัญในการทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ทั่ว ๆ ไปรวมทั้งเซลล์ประสาท  การเสริมสารที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันจึงสามารถช่วยปกป้องเซลล์และลดอัตราการเสื่อมสภาพของเซลล์ได้ทำให้ช่วยแก้ไขสภาวะเสื่อมของการเรียนรู้และความจำได้
สำหรับวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน และวิตามินอี  ถ้าหากได้รับติดต่อกันเป็นระยะเวลานานและในปริมาณที่สูงอาจสะสมในร่างกาย  จึงควรระมัดระวังขนาดที่ใช้มิเช่นนั้นอาจพบอาการพิษได้
วิตามินซี  ถึงแม้จะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ซึ่งเดิมเชื่อกันว่าถ้าได้รับมากเกินไปร่างกายก็จะสามารถขับออกทางปัสสาวะได้ โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็เริ่มมีผู้กล่าวถึงปัญหาของการได้รับวิตามินซีในขนาดสูง ๆ
7.2 วิตามินกลุ่มบี
วิตามินกลุ่มนี้มีอยู่หลายตัวที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท เช่น วิตามินบี 1 บี6 บี 12 กรดโฟลิคและไนอาซิน เป็นต้น  การขาดวิตามินเหล่านี้จะมีผลกระทบการทำงานของระบบประสาททำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับจิตประสาท  มีอาการเครียด ปวดศรีษะ เส้นประสาทอักเสบ และความคิดวุ่นวายสับสน
7.3  เกลือแร่
มีเกลือแร่หลายตัวที่มีผลต่อการทำงานของระบบประสาท เช่น โซเดียม โปแทสเซียม แคลเซียม และสังกะสี เป็นต้น   การขาดเกลือแร่มักจะมีผลแสดงออกในลักษณะของการซึม ไม่ตอบสนองต่อตัวกระตุ้น การหมดสติ หรือการชัก  นอกจากนี้เกลือแร่โดยเฉพาะแคลเซียมยังเป็นตัวที่สำคัญต่อการนำสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทอีกด้วย
3.8 สารจำพวก phenolic compounds
ตัวอย่างเช่น
Proanthocyanidins จาก เมล็ดองุ่น (grape seeds) เช่น resveratrol, ชา (Black tea)
Catechins จาก (Green tea)
Quercetin จาก ไวน์แดง (Red wine)
Bioflavonoids จาก Propolis (Bee’s product)
สารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านออกซิเดชันได้อย่างดี จึงสามารถป้องกันอันตรายจากกระบวนการออกซิเดชันที่อาจเกิดขึ้นต่อเซลล์ต่างๆ  สารเหล่านี้สามารถพบได้ในพืชผักมากมายหลายชนิด  ดังนั้นมนุษย์เราจึงสามารถได้รับสารต้านออกซิเดชันจากอาหารชนิดพืชผัก และผลไม้
สารในกลุ่มนี้ที่มีการนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ขายในท้องตลาดอย่างกว้างขวาง ได้แก่ สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส (French Maritime Pine Bark Extract)  สารสำคัญที่พบในสารสกัดนี้ ได้แก่ Pycnogenol ซึ่งสามารถจับกับอนุมูลอิสระได้อย่างดี จึงมีการนำมาใช้ในการเสริม attention ในผู้ใหญ่ ขยายหลอดเลือด ลดการเกิดฝ้า เป็นต้น
สารพวก phenolics เหล่านี้ได้มีการศึกษาพบว่าในขนาดที่สูงอาจมีคุณสมบัติเป็นสารที่ก่อให้เกิดออกซิเดชัน (pro-oxidants) ได้, ก่อการกลายพันธ์ของเซลล์ และยังรบกวน bioavailability ของยา และอาหารหลายชนิด
บทสรุป
การที่เขียนถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสุขภาพที่ดีของสมองนี้มิได้มีความหมายว่าจะแนะนำให้ทุก ๆ คนหาผลิตภัณฑ์เหล่านี้มารับประทานเพื่อบำรุงสมองของตนเอง อันที่จริงแล้วการดำรงชีวิตที่ถูกต้องคือรับประทานอาหารให้ครบหมู่และเหมาะสม  ออกกำลังกาย พักผ่อน ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ก็ย่อมทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ (รวมทั้งจิต)  อยู่ในระดับที่ดีมีความสุขได้  ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้อาจมีประโยชน์ในบุคคลซึ่งคิดว่าสภาพการดำรงชีวิตไม่สามารถรักษาสมดุลย์แห่งสุขภาพได้ดีพอ ก็อาจพิจารณาเสริมบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการได้  อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่ละชนิดจะมีฤทธิ์หลายอย่าง และมีผลต่อการทำงานของร่างกายหลายระบบ การเลือกใช้จึงควรพิจารณาถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ผลลดการแข็งตัวของเลือดหรือผลต่อระบบประสาท เป็นต้น  ในปัจจุบันนี้เริ่มมีการรายงานว่าผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดหลายรายมีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดจากการได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ชาเขียว เห็ดหลินจือ

Posted on พฤษภาคม 24, 2013, in บทความ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: