New drug

การขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่และการติดตามหลังการใช้

การวิจัยและพัฒนายาใหม่ (New Drug Development)
การวิจัยและพัฒนายาใหม่หนึ่งตัวยานั้นจำเป็นต้องใช้กระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ
มากมายหลายสาขาที่ซับซ้อน อันได้แก่ การศึกษาวิจัยทางเคมี ชีววิทยา การทดสอบในสัตว์ทดลอง การ
ศึกษาวิจัยทางคลินิกในคน เป็นต้น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนานและจำนวนเงินมหาศาล โดยเฉลี่ยใช้
เวลาประมาณ 10 – 15 ปี จำนวนเงินเฉลี่ย 1,200 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐอเมริกา จากประวัติการค้นคว้า
ที่ผ่านมาพบว่า ประมาณ 5 ใน ทุก 5,000 ตัวยาที่นำมาทดสอบในสัตว์ทดลองเท่านั้นที่มีฤทธิท์ างเภสัช
วิทยา และมีความปลอดภัยเพียงพอที่จะนำมาศึกษาในคน และมีเพียง 1 ใน 5 ตัวยาที่นำมาทดสอบใน
คนแล้วประสบความสำเร็จที่จะนำยานั้นออกจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ นัน่ หมายถึง โอกาสที่จะค้นพบยาใหม่
1 ตัวยาที่นำมาใช้ประโยชน์ได้มีประมาณ 1 : 5000 เท่านั้น
ขัน้ ตอนของการวิจัยและพัฒนายาใหม่จนกระทัง่ ได้รับอนุมัติให้จำหน่ายในท้องตลาด สามารถสรุป
ได้ดังแสดงในรูปที่ 1
รูปที่ 1 ขัน้ ตอนการวิจัยและพัฒนายาใหม่จนได้รับอนุมัติให้จำหน่ายในท้องตลาด
Discovery/
Preclinical
Testing
Clinical
Trials FDA Phase 4
Phase 1 Phase 2 Phase 3
Years
Test
Population
Purpose
6.5
Laboratory
and animal
studies
Assess
safety and
biological
activity
1.5
20 to 100
healthy
volunteers
Determine
safety and
dosage
2
100 to 500
patient
volunteers
Evaluate
effectiveness
look for side
effects
3.5
1,000 to
5,000 patient
volunteers
Confirm
effectiveness
monitor
adverse
reactions
from longterm
use
1.5
Review
And approval
process
Additional
postmarketing
testing
required by
FDA
Success Rate 5,000
Compounds
evaluated
5 enter trials 1 approved
ที่มา Pharmaceutical Research and Manufacturers of America, http://www.phrma.org
The Hepatitis B Foundation: About Drug Development, http://www.hepb.org/patients/about_drug_dev.htm
การวิจัยและพัฒนายาใหม่ ประกอบด้วยขัน้ ตอนหลักที่สำคัญ กล่าวคือ ขัน้ ตอนแรกเป็นการ
ค้นพบตัวยา ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าวิจัยทางเคมีและชีววิทยา การทดสอบเบื้องต้นในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับ
pharmacology, acute toxicity, pharmacokinetics เพื่อคัดเลือกตัวยาที่เหมาะสมที่สุดนำไปทดสอบใน
ขัน้ ต่อไป ขัน้ ตอนที่สองคือ Pre-clinical development เป็นการทดสอบในสัตว์ทดลอง เพื่อประเมินความ
ปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความเป็นพิษของยา โดยศึกษาเกี่ยวกับ subchronic toxicology, pharma⏐
cokinetics, drug metabolism, mechanism of action, pharmacology เพิ่มเติม เพื่อหา route and
frequency of administration ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนและกำหนดรูปแบบการ
ศึกษาวิจัยในคนต่อไป ในขัน้ ตอนนี้จะมีการวิจัยพัฒนาสูตรยาและกระบวนการผลิต รูปแบบยาที่จะใช้ใน
คนพร้อมกันไปด้วย ขัน้ ตอนที่สาม คือ Clinical Trials development เป็นการศึกษาวิจัยทางคลินิกในคน
ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 phases
Phase 1 เป็นการนำยามาศึกษาในคนเป็นครัง้ แรกจึงต้องมีการติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยทัว่ ไป
ทำในอาสาสมัครสุขภาพดี ประมาณ 20 – 100 คน (หรืออาจถึง 200 คน) และในบางกรณีอาจทำใน
ผู้ป่วยสำหรับยาที่มีความเสี่ยงต่อความเป็นพิษสูง เช่น cytotoxic drugs การศึกษาในเฟสนี้ เพื่อศึกษา
ถึงความปลอดภัยเบื้องต้นของยา absorption, metabolism, pharmacologic action ของยาในคน รวมถึง
ช่วงขนาดยาที่มีความทนต่อยา และ side effects ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเพิ่มขนาดยา รวมทัง้ อาจมีวัตถุประสงค์
รองในการศึกษาเบื้องต้นถึงฤทธิข์ องยา ผลการศึกษาใน phase 1 ซึ่งเกี่ยวกับ pharmacokinetic และ
pharmacodynamic ของยา จะถูกนำไปวางแผนและกำหนดรูปแบบการศึกษาใน phase 2 ต่อไป
Phase 2 เป็นการนำยามาศึกษาในผู้ป่วยเป็นครัง้ แรก ซึ่งต้องมีรูปแบบเป็น well-controlled Clinical
Trials ที่ต้องมีการติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยทัว่ ไปทำการศึกษาในผู้ป่วยจำนวนค่อนข้างน้อย
ประมาณ 100 – 500 คน เพื่อประเมินช่วงขนาดยาและแผนการให้ยาที่เหมาะสมและประสิทธิผลของยา
ตามข้อบ่งใช้ที่ตัง้ เป้าหมายไว้ รวมทัง้ ศึกษาเกี่ยวกับ short term side effects and risks ของยา
Phase 3 เป็นการนำยามาศึกษาในผู้ป่วยที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยทัว่ ไปประมาณ 1000 – 5000 คน โดย
มีรูปแบบเป็น controlled หรือ Uncontrolled Clinical Trials เป็นการศึกษาที่ทำหลังจาก ได้หลักฐาน
ข้อมูลเบื้องต้นจาก Phase 2 แล้วเกี่ยวกับขนาดยาที่เหมาะสม รวมทัง้ ประสิทธิผลตามข้อบ่งใช้ และความ
ปลอดภัยของยาในเบื้องต้น Phase 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิผล
และความปลอดภัยของยา เพื่อยืนยันประโยชน์ในการรักษาของยา ซึ่งข้อมูลจากการศึกษานี้จะใช้เพื่อ
ประเมินประโยชน์และความเสี่ยงของยาในภาพรวมทัง้ หมด (Overall benefit-risk relationship) และให้
ได้ข้อมูลพื้นฐานเพียงพอในการจัดทำฉลากและเอกสารกำกับยาสำหรับแพทย์ผู้ใช้ยา
ยาที่ผ่านการศึกษาวิจัยในขัน้ ตอนดังกล่าวข้างต้นทัง้ หมดแล้ว สามารถนำไปยื่นคำขอต่อหน่วยงาน
ควบคุมยาประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยเพื่อขออนุมัติให้จำหน่ายออกสู่ท้องตลาดได้
หลังจากที่ยาได้รับอนุมัติให้จำหน่ายออกสู่ท้องตลาดแล้ว ยังมีการศึกษาวิจัยทางคลินิกต่อไปอีก
ซึ่งเรียกว่า Phase 4 Clinical Trials การศึกษาในเฟสนี้ ไม่จำเป็นสำหรับใช้เป็นข้อมูลในการขึ้นทะเบียน
ตำรับยา แต่เป็นการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนการใช้ยาอย่างเหมาะสม เพื่อให้การใช้ยามีประโยชน์
สูงสุดอาจเป็นศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาเมื่อมีการใช้ยาในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นและใช้
ยาเป็นเวลานานขึ้น comparative effectiveness studies, studies of mortality/morbidity outcomes,
pharmacoeconomic studies เป็นต้น
ขอบเขตของยาใหม่ (New Drugs)
ยาแผนปจั จุบันสำหรับมนุษย์ที่เป็นยาใหม่ (New Drugs) หมายถึง
1. ตำรับยาที่มีตัวยาสำคัญเป็นตัวยาใหม่ (New Chemical Entities) หรืออนุพันธ์ใหม่ รวมถึง
สารประกอบเชิงซ้อน เอสเทอร์ หรือเกลือใหม่ ที่ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยมาก่อน
2. ยาที่มีข้อบ่งใช้ใหม่ (New Indication)
3. ตำรับยาที่เป็นสูตรผสมใหม่ (New Combination) ซึ่งหมายถึง ตำรับยาผสมที่ประกอบ ด้วย
ตัวยาใหม่และ/หรือ ตัวยาสำคัญที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วตัง้ แต่ 2 ชนิดผสมกันแต่ไม่ซ้ำกับตำรับ
ยาผสมที่ขึ้นทะเบียนแล้ว
4. ยาที่มีรูปแบบใหม่ของการให้ยา (New Delivery System) โดยเป็นการพัฒนาระบบนำส่งยา
แบบใหม่ซึ่งทำให้ Bioavailability ของยาแตกต่างไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
5. ยาที่มีช่องทางการให้ยาแบบใหม่ (New Route of Administration)
6. ยาที่มีรูปแบบใหม่ (New Dosage Form) ของยาใหม่ที่ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาแล้ว
7. ยาที่มีความแรงใหม่ (New strength) ของยาใหม่ที่ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาแล้ว
ขัน้ ตอนการขึ้นทะเบียน
การขอขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่แบ่งเป็น 2 ขัน้ ตอน คือ
1. การขออนุญาตผลิตยาตัวอย่างเพื่อขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามแบบ ผ.ย. 8 หรือนำสัง่ ยา
ตัวอย่างเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขอขึ้นทะเบียนตำรับยาแบบ น.ย.8 ยื่นคำขอ ณ ศูนย์บริการ
ผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (One Stop Service Center) สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
2. การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามแบบ ท.ย. 1 และแบบ ย.1 ยื่นคำขอ ณ ศูนย์บริการ
ผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (One Stop Service Center) สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
หลักเกณฑ์การยื่นคำขออนุญาตผลิตยาตัวอย่าง / นำหรือสัง่ ยาตัวอย่างเข้ามาในราชอาณาจักร
เพื่อขอขึ้นทะเบียนตำรับยา
1. ผู้มีสิทธิยื่นคำขอคือ ผู้รับอนุญาตผลิตยาแผนปจั จุบัน / นำหรือสัง่ ยาแผนปจั จุบันเข้ามาใน
ราชอาณาจักร
2. ขัน้ ตอนการดำเนินการ มีดังต่อไปนี้
2.1 ยื่นคำขออนุญาตผลิตยาตัวอย่างเพื่อขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามแบบ ผ.ย. 8 / นำหรือ
สัง่ ตัวอย่างเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามแบบ น.ย. 8 โดยกรอก
รายละเอียดและแนบหลักฐานตามที่ระบุไว้ในข้อ 3 ให้ครบถ้วน และยื่นคำขอ ณ ศูนย์บริการ
ผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (One Stop Service Center) สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา และรอการอนุมัติ
2.2 เมื่อเจ้าหน้าที่พิจารณาและอนุมัติแล้ว จะมอบแบบ ผ.ย. 8 / น.ย. 8 ที่ได้รับอนุมัติแล้วแก่
ผู้ยื่นคำขอจำนวน 1 ฉบับ เพื่อให้ผู้ยื่นคำขอใช้เป็นหลักฐานในการผลิต / นำหรือสัง่ ยา
ตัวอย่างเข้ามาในราชอาณาจักรและนำยาตัวอย่างพร้อมทัง้ แบบ ผ.ย.8/น.ย.8 ที่ได้รับอนุมัติ
ยื่นพร้อมคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาตามขัน้ ตอนต่อไป
3. เอกสารที่ใช้
3.1 แบบ ผ.ย. 8 หรือ น.ย. 8 จำนวน 2 ชุด
3.2 ฉลากยาทุกขนาดบรรจุ
3.3 เอกสารกำกับยา
3.4 สำเนาใบอนุญาตผลิตยาแผนปจั จุบัน หรือสำเนาใบอนุญาตนำหรือสัง่ ยาแผนปจั จุบันเข้า
มาในราชอาณาจักร
การขึ้นทะเบียนตำรับยาแบบ ASEAN Harmonization
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ออกประกาศ ฯ เรื่อง การขึ้นทะเบียนตำรับยาตาม
ข้อตกลง ASEAN Harmonization Product on Pharmaceutical Registration ลงวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.
2551 กำหนดให้การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาสามัญ ยาใหม่ ยาสามัญใหม่ และยาชีววัตถุ ตัง้ แต่
วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาแบบ ASEAN Harmonization
เพียงแบบเดียว โดยยาใหม่ (New Drugs) ให้ยื่นคำขอตาม คู่มือ/หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่
(New Drugs) แบบ ASEAN Harmonization และข้อกำหนดและเอกสารที่ต้องยื่นในการขึ้นทะเบียน
ตำรับยาใหม่ (New Drugs) แบบ ASEAN Harmonization จำแนกตามประเภทยาใหม่
หลักเกณฑ์การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่
ข้อ 1. ผู้มีสิทธิยืน่ คำขอ
ได้แก่ ผู้รับอนุญาตผลิตยาแผนปจั จุบัน / นำหรือสัง่ ยาแผนปจั จุบันเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้รับ
อนุญาตให้ผลิตหรือนำสัง่ ยาตัวอย่างแล้ว
ข้อ 2. เอกสารที่ใช้ในการยืน่ คำขอ
เอกสารที่ใช้ในการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยา [ASEAN COMMON TECHNICAL DOSSIER
(ACTD) FOR THE REGISTRATION OF PHARMACEUTICALS FOR HUMAN USE] สำหรับยาใหม่
(New Drugs) ประกอบด้วย 4 ส่วน (Parts) ดังนี้
ส่วนที่ 1 (Part 1) เอกสารข้อมูลทัว่ ไปและข้อมูลของผลิตภัณฑ์ (ADMINISTRATIVE DATA
AND PRODUCT INFORMATION)
ส่วนที่ 2 (Part 2) เอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลคุณภาพของยา (QUALITY DOCUMENT)
ส่วนที่ 3 (Part 3) เอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลที่ไม่ใช่การศึกษาทางคลินิก (NONCLINICAL
DOCUMENT)
ส่วนที่ 4 (Part 4) เอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลการศึกษาทางคลินิก (CLINICAL DOCUMENT)
ข้อ 3. เอกสารส่วนที่ 1 (Part 1): เอกสารข้อมูลทัว่ ไปและข้อมูลของผลิตภัณฑ์
(ADMINISTRATIVE DATA AND PRODUCT INFORMATION)
เอกสารส่วนนี้ประกอบด้วย 3 ตอน (Section) ได้แก่ ตอนที่ A, B และ C
– ตอนที่ A คำนำ (Introduction) เป็นการกล่าวนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาที่จะขอขึ้นทะเบียนให้ใช้
ข้อความดังนี้
“เอกสารส่วนนี้เป็นข้อมูลทัว่ ไปและข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาซึ่งใช้ประกอบคำขอขึ้นทะเบียน
ตำรับยาแบบ ASEAN Harmonization ของผลิตภัณฑ์ยาชื่อ…………………………….
เลขรับที่……………”
– ตอนที่ B สารบัญ (Table of Contents) เป็นสารบัญเอกสารทัง้ หมดที่ยื่นในส่วนที่ 1
– ตอนที่ C เอกสารที่ยื่นประกอบคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาในส่วนข้อมูลทัว่ ไป และข้อมูลของ
ผลิตภัณฑ์ (Documents required for registration) มีดังนี้
1. แบบฟอร์มคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยา ได้แก่
1.1 แบบคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยา (แบบ ท.ย.1)
1.2 แบบคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาแบบ ASEAN HARMONIZATION (แบบ ย.1)
ข้อความที่กรอกในแบบฟอร์มให้ใช้ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ โดยใช้ภาษาไทยเป็นหลัก
2. หนังสือรับรองต่างๆ (Certificates)
2.1 กรณีที่ผลิตภัณฑ์ ผลิตภายในประเทศ ได้แก่
– สำเนาใบอนุญาตผลิตยาแผนปจั จุบัน
– สำเนาหนังสือรับรอง GMP ของผู้ผลิต
2.2 กรณีที่ผลิตภัณฑ์นำหรือสัง่ เข้ามาในราชอาณาจักร
– สำเนาใบอนุญาตนำหรือสัง่ ยาแผนปจั จุบันเข้ามาในราชอาณาจักร
– หนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ยา (Certificate of Pharmaceutical Product) ตามรูปแบบ
ที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลกหรือหนังสือรับรองการจำหน่าย (Certificate of
Free Sale) หรือหนังสือรับรองรูปแบบอื่นที่มีเนื้อหาตามข้อกำหนดของสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา
– สำเนาหนังสือรับรอง GMP ของผู้ผลิตต่างประเทศ (กรณีไม่มีแสดงในหนังสือรับรอง
ผลิตภัณฑ์ยาหรือหนังสือรับรองการจำหน่าย)
3. ฉลาก (Labeling) ต้องมีข้อความครบถ้วนตามที่กำหนดไว้
4. ข้อมูลผลิตภัณฑ์ยา (Product Information) ต้องมีข้อความครบถ้วนตามที่กำหนดไว้
4.1 ข้อมูลโดยสรุปของผลิตภัณฑ์ตามแบบ Summary of Product Characteristics
(SPC) หรือ Product Data Sheet
4.2 เอกสารกำกับยา (Package Insert, PI)
4.3 เอกสารข้อมูลสำหรับผู้ป่วย (Patient Information Leaflet, PIL)
แนวทางการจัดทำเอกสารกำกับยา
(1) ผลิตภัณฑ์ยาใหม่ประเภท NCE ต้องส่งเอกสาร SPC แต่หากผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์
จะใช้ SPCเป็นเอกสารกำกับยาโดยจะใช้ PI เป็นเอกสารกำกับยาต้องส่ง PIมาให้
พิจารณาด้วย
(2) ผลิตภัณฑ์ยาใหม่ประเภทอื่นๆที่มิใช่ NCE ผู้ยื่นคำขอสามารถเลือกใช้ SPC หรือ PI
เป็นเอกสารกำกับยาก็ได้ ทัง้ นี้หากไม่ใช้ SPC เป็นเอกสารกำกับยา ไม่จำเป็นต้องยื่น
เอกสารดังกล่าว
(3) ผลิตภัณฑ์ยาใหม่ทุกประเภทอาจใช้ PIL เป็นเอกสารกำกับยาร่วมกับ SPC/PI ได้แต่
ไม่ให้ใช้ PIL เป็นเอกสารกำกับยาเพียงอย่างเดียว ทัง้ นี้หากใช้ PIL เป็นเอกสาร
กำกับยาร่วมด้วยต้องส่ง PIL มาให้พิจารณาด้วย
(4) ต้องมีเอกสารกำกับยาภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษหากมีให้ส่งมาด้วย สำหรับเอกสาร
กำกับยาภาษาอื่นๆ ให้ รับรองว่าใช้ตรงตามภาษาไทยที่ได้รับอนุญาต
ถ้ามีเอกสารกำกับยาภาษาอื่นๆ เพื่อการส่งออก ให้แนบมาด้วย และรับรองว่าเป็น
เอกสารกำกับยาเพื่อการส่งออกเท่านั้น
5. แบบ ผย.8 หรือ นย.8 ที่ได้รับอนุมัติแล้ว
6. คำรับรองผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน (Applicant declaration) ได้แก่
6.1 คำรับรองผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยา
6.2 คำรับรองเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่
6.3 คำรับรองการแจ้งข้อมูลการขึ้นทะเบียนยาในประเทศต่าง ๆ
6.4 คำรับรองการแจ้งข้อมูลสิทธิบัตรยา
6.5 คำรับรองอื่นๆ (ถ้ามี) เช่น
– คำรับรองในการส่งเอกสารเพิ่มเติมในการศึกษาความคงสภาพของยา
– คำรับรองเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนตำรับยาเฉพาะกลุ่ม (กรณียาที่จำหน่ายได้
เฉพาะในโรงพยาบาล / สถานพยาบาล)
– คำรับรองเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนตำรับยาเพื่อการส่งออกต่างประเทศ
– หนังสือติดต่อระหว่างประเทศผู้ค้า หรือ Invoice หรือ Proforma Invoice หรือ
Letter of Credit (กรณีส่งออก)
– หนังสือแจ้งชื่อยาสำหรับส่งออก (กรณีที่มีชื่อยาสำหรับส่งออก)
– หนังสือมอบอำนาจ
7. รูปถ่ายยาที่ขอขึ้นทะเบียนตำรับยาซึ่งแสดงรูปร่างลักษณะและสียาที่ชัดเจน เฉพาะยาเม็ด
แคปซูลและยาเหน็บ
8. ข้อมูลเปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสีย ระหว่างยาใหม่ที่ขอขึ้นทะเบียนกับยาในกลุ่มการบำบัดรักษา
โรคเดียวกันที่ได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้วทัง้ ในแง่ประสิทธิผลและความปลอดภัย
9. แบบบันทึกข้อมูลทะเบียนตำรับยา
ข้อ 4. เอกสารส่วนที่ 2 (Part 2) : เอกสารหลักฐานแสดงคุณภาพของยา (Quality Document)
เอกสารส่วนนี้ประกอบด้วย 4 ตอน (Section) ได้แก่ ตอนที่ A, B, C และ D
– ตอนที่ A สารบัญ (Table of Contents) เป็นสารบัญเอกสารทัง้ หมดที่ยื่นในส่วนที่ 2
– ตอนที่ B บทสรุปโดยรวมด้านคุณภาพ (Quality Overall Summary)
– ตอนที่ C เนื้อหาข้อมูล (Body of Data)
– ตอนที่ D เอกสารอ้างอิงที่สำคัญซึ่งได้รับการตีพิมพ์ (Key Literature References)
โดยรายละเอียดเอกสารที่ต้องยื่น ได้แก่
S วัตถุดิบตัวยาสำคัญ (Drug Substance)
S1 ข้อมูลทัว่ ไป (General Information)
S2 การผลิต (Manufacture)
S3 การตรวจลักษณะเฉพาะ (Characterisation)
S4 การควบคุมวัตถุดิบตัวยาสำคัญ (Control of Drug Substance)
S5 สารมาตรฐานหรือวัสดุมาตรฐาน (Reference Standards or Materials)
S6 ระบบปิดของภาชนะบรรจุ (Container Closure System)
S7 ความคงสภาพ (Stability)
P ผลิตภัณฑ์ยา (DRUG PRODUCT)
P1 ลักษณะยาและส่วนประกอบ (Description and Composition)
P2 การพัฒนาทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical Development)
P3 การผลิต (Manufacture)
P4 การควบคุมสารปรุงแต่ง (Control of Excipients)
P5 การควบคุมผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Control of Finished Product)
P6 สารมาตรฐานหรือวัสดุมาตรฐาน (Reference Standards or Materials)
P7 ระบบปิดของภาชนะบรรจุ (Container Closure System)
P8 ความคงสภาพ (Stability)
P9 หลักฐานความสมมูลของผลิตภัณฑ์ยา (Product Interchangeability Equivalence
Evidence)
ข้อ 5. เอกสารส่วนที่ 3 (Part 3) : เอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลที่ไม่ใช่การศึกษาทางคลินิก
(Nonclinical Document )
เอกสารส่วนนี้ ประกอบด้วย 5 ตอน (Section) ได้แก่ ตอนที่ A, B, C, D, และ E
– ตอนที่ A สารบัญ (Table of Contents) เป็นสารบัญเอกสารทัง้ หมดที่ยื่นในส่วนที่ 3
– ตอนที่ B ภาพรวมของข้อมูลที่ไม่ใช่การศึกษาทางคลินิก (Nonclinical Overview)
– ตอนที่ C บทสรุปของข้อมูลที่ไม่ใช่การศึกษาทางคลินิกในลักษณะคำบรรยายและตาราง
(Nonclinical Summary : Written and Tabulated)
– ตอนที่ D รายงานการศึกษาที่ไม่ใช่การศึกษาทางคลินิก (ตามที่ต้องการ) (Nonclinical Study
Report) (as requested)
– ตอนที่ E รายการเอกสารอ้างอิงที่สำคัญ (List of Key Literature References)
โดยรายละเอียดเอกสารที่ต้องยื่น ได้แก่
1. เภสัชวิทยา (Pharmacology)
– เภสัชพลศาสตร์ปฐมภูมิ (Primary Pharmacodynamics)
– เภสัชพลศาสตร์ทุติยภูมิ (Secondary Pharmacodynamics)
– เภสัชวิทยาความปลอดภัย (Safety Pharmacology)
– อันตรกิริยาของยาในด้านเภสัชพลศาสตร์ (Pharmacodynamics Drug Interactions)
2. เภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetics)
– วิธีวิเคราะห์และรายงานการตรวจสอบความถูกต้อง (Analytical Methods and Validation
Reports)
– การดูดซึม (Absorption)
– การกระจายยา (Distribution)
– เมแทบอลิซึม (Metabolism)
– การขับถ่ายยา (Excretion)
– อันตรกิริยาของยาในด้านเภสัชจลนศาสตร์ Pharmacokinetics Drug Interaction (nonclinical)
– การศึกษาอื่นๆ ทางเภสัชจลนศาสตร์ (Other Pharmacokinetics studies)
3. พิษวิทยา (Toxicology)
– ความเป็นพิษที่เกิดจาการให้ยาครัง้ เดียว (Single dose toxicity)
– ความเป็นพิษที่เกิดจาการให้ยาซ้ำๆ (Repeat dose toxicity)
– ความเป็นพิษทางพันธุกรรม (Genotoxicity)
– การก่อมะเร็ง (Carcinogenicity)
– ความเป็นพิษต่อการสืบพันธุ์และพัฒนาการของตัวอ่อน (Reproductive and
developmental Toxicity)
– ความทนเฉพาะที่ ( Local tolerance)
– การศึกษาอื่นๆ ทางพิษวิทยา (ถ้ามี ) (Other toxicity studies, if available)
ข้อ 6. เอกสารส่วนที่ 4 (Part 4) : เอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลการศึกษาทางคลินิก
(Clinical Document)
เอกสารส่วนนี้ประกอบด้วย 6 ตอน (Section) ได้แก่ตอนที่ A, B, C, D, E และ F
– ตอนที่ A สารบัญ (Table of Contents) เป็นสารบัญเอกสารทัง้ หมดที่ยื่นในส่วนที่ 4
– ตอนที่ B ภาพรวมของข้อมูลการศึกษาทางคลินิก (Clinical Overview)
– ตอนที่ C บทสรุปของข้อมูลการศึกษาทางคลินิก (Clinical Summary)
– ตอนที่ D ตารางรายการของการศึกษาทางคลินิกทัง้ หมด (Tabular Listing of All Clinical
Studies)
– ตอนที่ E รายงานการศึกษาทางคลินิก (ถ้ามี) (Clinical Study Reports) ( If applicable)
– ตอนที่ F รายการของเอกสารอ้างอิงที่สำคัญ (List of Key Literature References)
โดยรายละเอียดเอกสารที่ต้องยื่น ได้แก่
– รายงานการศึกษาของชีวเภสัชกรรม (Report of Biopharmaceutic Studies) เช่น Bioavailability
(BA) and Bioequivalence (BE) Studies
– รายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเภสัชจลนศาสตร์ที่ใช้ชีววัสดุจากมนุษย์ (Report of Studies
Pertinent to Pharmacokinetics using Human Biomaterials)
– รายงานการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ในมนุษย์ (Report of Human Pharmacokinetic (PK)
Studies)
– รายงานการศึกษาเภสัชพลศาสตร์ในมนุษย์ (Report of Human Pharmacodynamic (PD)
Studies)
– รายงานการศึกษาด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย (Report of Efficacy and Safety
Studies)
– รายงานของประสบการณ์หลังจากการจำหน่ายยา (Report of Post-Marketing Experience)
– รายการของเอกสารอ้างอิงที่สำคัญ (List of Key Literature References)

การพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่
การประเมินคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่ดำเนินการโดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาแต่งตัง้ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ จากคณะเภสัชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ราชวิทยาลัย
แพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทัง้ ผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตำรับยาที่มีตัวยาสำคัญเป็นตัวยาใหม่แต่ละตำรับ
ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีและเภสัชกรรม 2 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชวิทยาและพิษวิทยา 2 คน
และผู้เชี่ยวชาญด้านคลินิก 2 คน กรณีที่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญไม่เป็นเอกฉันท์ หรือยาที่อาจก่อให้เกิด
ผลกระทบในด้านอื่นๆ หรืออาจก่อให้เกิดปญั หาทางสังคมและอาจมีการนำมาใช้ในทางที่ผิดได้ง่าย หรือ
กรณียาจำเป็นเร่งด่วนที่ขอผ่อนผันการยื่นข้อมูลบางประการ จะนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาการ
ขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปจั จุบันสำหรับมนุษย์ที่เป็นยาใหม่พิจารณา
เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้สรุปผลการประเมินคำขอ และแจ้งให้ผู้ประกอบการทำการแก้ไข และ/หรือส่ง
เอกสารเพิ่มเติม โดยจะให้ผู้ประกอบการแก้ไขภายในกำหนดเวลา ผลการพิจารณาอาจมีได้หลายกรณี
เช่น รับขึ้นทะเบียนตำรับยา แก้ไขเอกสาร/ ขอให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม หรือไม่รับขึ้นทะเบียนตำรับยา ทัง้ นี้
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ/ไม่อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา โดยตัง้ อยู่
บนพื้นฐานว่ายาดังกล่าวมีข้อมูลหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือยืนยันประสิทธิผล ความปลอดภัย และ
คุณภาพของยาหรือไม่
หลักเกณฑ์การติดตามความปลอดภัยของยาใหม่ [Safety Monitoring Program, SMP]
การติดตามความปลอดภัยจากการใช้ยาใหม่ มีหลักเกณฑ์และแนวทางดังต่อไปนี้
1. ภายหลังจากที่คณะผู้เชี่ยวชาญ/คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยา
ใหม่ ซึ่งประกอบด้วยเอกสารข้อมูลทางวิชาการด้านต่างๆ โดยครบถ้วนและเห็นสมควรอนุญาตรับขึ้น
ทะเบียนยาใหม่แบบมีเงื่อนไขแล้ว เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้บริษัทผู้ขอขึ้นทะเบียนตำรับยาจัดส่งโครงร่างแบบ
แผนและขัน้ ตอน (Protocol) สำหรับการติดตามความปลอดภัยจากการใช้ยานั้น ตามแนวทางที่กำหนด
พร้อมทัง้ เอกสารกำกับยาภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่แก้ไขตามมติของคณะผู้เชี่ยวชาญ/คณะอนุ
กรรมการฯ เรียบร้อยแล้วให้แก่ สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ฉลากยาใหม่ที่ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนแบบมีเงื่อนไข มีข้อกำหนด ดังนี้
(1) ต้องมีเครื่องหมาย
(2) มีคำว่า “ใช้เฉพาะสถานพยาบาล” หรือ “ใช้เฉพาะโรงพยาบาล” เป็นตัวอักษรสีแดงแล้วแต่
กรณี
(3) จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ
(4) เลขทะเบียนตำรับยาแบบมีเงื่อนไข ลงท้ายด้วย (NC) เช่น 1A ตัวเลข/ปี พ.ศ. (NC), 1C
ตัวเลข/ปี พ.ศ.(NC) เป็นต้น
2. เมื่อเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบ Protocol และเห็นว่าถูกต้องตามแนวทางที่กำหนดแล้วจึงออกเลข
ทะเบียนแบบมีเงื่อนไข
3. ระหว่างที่มีการติดตามความปลอดภัยจากการใช้ยา บริษัทต้องส่งรายงานต่างๆ ให้สำนักยา
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดังนี้
ตอ้ งติดตาม
3.1 รายงานการผลิต / แบ่งบรรจุ / นำหรือสัง่ ยาใหม่ในแต่ละครัง้ ตามแบบ ร.ม. 1
3.2 รายงานการผลิต / แบ่งบรรจุ / นำหรือสัง่ ยาใหม่ทุกระยะ 4 เดือน ตามแบบร.ม. 2
3.3 รายงานการจำหน่ายยาใหม่ตามแบบ ร.ม. 3
4. ระยะเวลาในการติดตามความปลอดภัยมีกำหนดเวลา 2 ปี หลังจากที่ได้รับใบสำคัญการ
ขึ้นทะเบียนตำรับยาแบบมีเงื่อนไข ในระหว่างนี้บริษัทจะจำหน่ายยาได้เฉพาะในสถานพยาบาล (ทัง้
ภาครัฐและเอกชน) ที่มีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ยกเว้น ยาที่กำหนดเงื่อนไขพิเศษให้จำหน่าย
เฉพาะโรงพยาบาล และให้บริษัทดำเนินการติดตามและเฝ้าระวังความปลอดภัยโดยการรวบรวมและ
จัดส่งรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ ดังนี้
4.1 จัดทำแบบรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่โดยใช้แบบรายงานเหตุการณ์
ไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ (HPVC Form No.1) และดำเนินการตาม
คำแนะนำในการกรอกแบบรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ
4.2 รวบรวมรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ในสถานพยาบาลต่างๆ ทัว่ ประเทศ
ซึ่งรายงานโดยแพทย์ทัว่ ไป แพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์การใช้ยา เภสัชกร และ
พยาบาล
4.3 จัดส่งรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ที่ได้รับรายงานจากแพทย์เภสัชกร
หรือพยาบาล ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ดังต่อไปนี้
(1) เมื่อพบว่ารายงานเกี่ยวกับการตาย ให้รายงานให้สำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยาโดยทางโทรศัพท์ โทรสารภายใน 24 ชัว่ โมง และส่งรายงานฉบับสมบูรณ์
ภายใน ๗ วันปฏิทินภายหลังการได้รับทราบครัง้ แรก (first knowledge)
(2) อาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง (serious) ทัง้ ได้แสดงและไม่ได้แสดงไว้ในฉลากหรือ
เอกสารกำกับยา (serious, labeled and serious non-labeled) ให้รายงานภายใน
15 วันปฏิทิน
(3) อาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่ร้ายแรงอื่นๆ ให้รายงานภายใน 2 เดือน
ทัง้ นี้หากไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ไม่ต้องรายงานให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ทราบ ให้รายงานเฉพาะเมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์ทุกรูปแบบ แม้ว่าจะเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่
ร้ายแรงก็ตาม บริษัทต้องสรุปปริมาณการใช้ยาทัง้ หมดเสนอต่อสำนักยา เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาติดตาม
ความปลอดภัย
อาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง ได้แก่อาการไม่พึงประสงค์ที่ทำให้ผู้ป่วย
1. เสียชีวิต
2. อันตรายถึงชีวิต (Life-threatening)
3. ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือเพิ่มระยะเวลาในการรักษาในโรงพยาบาลนานขึ้น
4. ความพิการถาวร/ไร้ความสามารถ
5. ความผิดปกติแต่กำเนิด/ทารกวิรูป
6. อื่นๆ ที่มีความสำคัญทางการแพทย์

ถ้าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่ได้รับรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะมีผลให้ไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติทะเบียนตำรับยาแบบไม่มีเงื่อนไข หรือ
ดำเนินการอื่นตามที่เห็นสมควร
ในกรณีที่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงอันตรายของการใช้ยาอาจให้บริษัทฯ
ดำเนินการติดตามความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยวิธีที่เหมาะสมต่างๆ เช่น intensive monitoring,
cohort event monitoring, case control study, วิธีทางระบาดวิทยาอื่นๆ และ clinical trials เป็นต้น
หมายเหตุ : ทุกระยะ 4 เดือน บริษัท ต้องส่งรายงานปริมาณการจำหน่ายยาใหม่ในสถานพยาบาลต่างๆ
ตามแบบฟอร์มที่กำหนด พร้อมทัง้ สรุปผลการติดตามความปลอดภัยรอบ 4 เดือน ให้สำนักยา สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยาด้วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบและกำกับดูแลการติดตามความปลอดภัย
ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
5. ภายใน 3 เดือน หลังสิ้นสุดระยะเวลาติดตามความปลอดภัย บริษัทต้องสรุป วิเคราะห์ และ
ประเมินผลข้อมูลความปลอดภัย ในลักษณะของ Comprehensive summary ซึ่งจะรวมถึงการแสดง
รายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในประเทศไทยเทียบสัดส่วนกับปริมาณยาที่ใช้ทัง้ หมด ตลอดจน
ข้อมูลต่างประเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ใช้ยาในผู้ป่วยจำนวนมาก หลังยาออกจำหน่ายสู่ท้องตลาดแล้ว
และกำหนดตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยของยาอย่างเหมาะสม เสนอสำนักยา สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา หากบริษัทไม่ส่งข้อมูลดังกล่าวภายในกำหนดโดยไม่มีเหตุผลสมควร สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยาอาจพิจารณาไม่อนุมัติให้เลขทะเบียนตำรับแบบไม่มีเงื่อนไขหรือดำเนินอื่นตามที่
เห็นสมควร
6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะกำกับดูแลความถูกต้องของรายงานอาการไม่พึง
ประสงค์จากการใช้ยาที่ได้รับจากบริษัท โดยการติดต่อประสานงานโดยตรงกับแพทย์หรือหน่วยงานที่
รับผิดชอบการเฝ้าระวังความปลอดภัยจากยาใหม่/หน่วยงานที่มีการใช้ยาใหม่ของสถานพยาบาล ซึ่งจะ
มีการขอความร่วมมือให้ส่งสำเนารายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาใหม่ให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา และอาจมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสุ่มติดตามและตรวจสอบข้อมูล
จากสถานพยาบาลต่างๆ เป็นครัง้ คราว ตลอดจนใช้วิธีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด (Close Monitoring)
ในสถานพยาบาลบางแห่ง
7. นอกเหนือจากให้บริษัทเป็นผู้ติดตามความปลอดภัยจากการใช้ยาใหม่โดยการกำกับดูแลของ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะสร้างเสริมประสิทธิภาพ
ของระบบการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่มีอยู่แต่เดิม (Spontaneous ADR Reporting)
ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้ได้รับข้อมูลและการรายงานการใช้ยาใหม่ที่สมบูรณ์ทัง้ จากหน่วยงานภายใน
ประเทศและต่างประเทศ สำหรับประกอบการพิจารณารับขึ้นทะเบียนแบบไม่มีเงื่อนไขต่อไป
8. ผู้เชี่ยวชาญ/คณะอนุกรรมการฯ จะเป็นผู้พิจารณาประเมินผลข้อมูลความปลอดภัยของยาใหม่
หากพิจารณาเห็นว่าข้อมูลของยาเพียงพอมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการใช้ ทะเบียนตำรับ
ยาดังกล่าวจะได้รับเลขทะเบียนแบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพออาจให้เพิ่มระยะเวลาใน
การติดตามความปลอดภัยให้มากขึ้นตามความเหมาะสม เช่น 6 เดือน – 1 ปี แล้วนำข้อมูลที่ครบถ้วน
สมบูรณ์มาพิจารณาประเมินผลต่อไป แต่ถ้ามีข้อมูลแสดงว่ายานั้นไม่ปลอดภัยหรือไม่มีประสิทธิภาพ
คณะอนุกรรมการฯ อาจพิจารณาให้มีการเพิกถอนทะเบียนตำรับยาดังกล่าว
9. หลังจากได้รับทะเบียนตำรับยาแบบไม่มีเงื่อนไข การเฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้ยา
จะเป็นไปตาม Spontaneous ADR Reporting
ฉลากยาใหม่ที่ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนแบบไม่มีเงื่อนไข มีข้อกำหนด ดังนี้
(1) ไม่ต้องมีเครื่องหมาย ใช้เฉพาะสถานพยาบาล แต่ถ้าเป็นเงื่อนไขเฉพาะของยา
เช่น ใช้เฉพาะโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาจะยังคงเงื่อนไขนี้ไว้ ห้ามจำหน่าย
ในร้านขายยา
(2) เลขทะเบียนตำรับยาแบบไม่มีเงื่อนไขลงท้ายด้วย (N) แทน (NC) เช่น 1A ตัวเลข/ปี พ.ศ. (N),
1C ตัวเลข/ปี พ.ศ. (N) เป็นต้น
ต้องตดิ ตาม

 

Foot patch

Posted on กันยายน 17, 2014, in บทความ. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: